ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547
------------------------------------------------------------------------

โดยที่เห็นสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการให้สอดคล้องกับการจัดระเบียบบริหารราชการ และการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด และเพื่อให้การปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในการดำเนินคดีแพ่งมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 จึงวางระเบียบดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ชื่อระเบียบ
ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547

ข้อ 2 วันใช้บังคับ
ระเบียบนี้ใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 27 เป็นต้นไป

ข้อ 3 ยกเลิกระเบียบเก่า
ให้ยกเลิกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2538 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 รวมทั้งบรรดาระเบียบ หลักปฏิบัติราชการและคำสั่งอื่นใดที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ 4 บทนิยาม
ในระเบียบนี้

" อธิบดี " หมายความถึง อธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขต ผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดี
" รองอธิบดี " หมายความถึง รองอธิบดีอัยการฝ่ายหรือรองอธิบดีอัยการเขต ผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดี
" อัยการพิเศษฝ่าย " หมายความถึง อัยการพิเศษฝ่าย ผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดี แต่ไม่รวมถึงอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต
" การดำเนินคดี " หมายความถึง การดำเนินการไปตามอำนาจและหน้าที่ ในทางอรรถคดีของพนักงานอัยการ
" คดีแพ่ง " หมายความรวมถึง คดีประเภทอื่นยกเว้นคดีอาญา
" สำนักงานคดี " หมายความรวมถึง สำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีแพ่ง
"ผู้ว่าคดี" หมายความรวมถึง พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนผู้รับผิดชอบและผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดี

ข้อ 5 สารบบและงานธุรการ
สารบบและงานธุรการคดีแพ่ง ให้เป็นไปตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดให้ลงสารบบทุกครั้งที่มีความเห็นและคำสั่งในสำนวนก่อนการดำเนินการ ต่อไป


หมวดที่ 1
บททั่วไป


ข้อ 6 หลักการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ
พนักงานอัยการมีอิสระในการดำเนินคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด

การมอบหมายให้ดำเนินคดี การควบคุมและการตรวจสอบ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินคดีเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา

ผู้บังคับบัญชาอาจกำหนดการแบ่งภาระหน้าที่และมอบหมายให้พนักงานอัยการในบังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งปฏิบัติงาน หรือช่วยกลั่นกรองงานเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะเรื่องก็ได้

ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งมาตรวจสอบพิจารณา หรือดำเนินคดีเอง หรือมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดคนหนึ่งร่วมดำเนินคดีหรือดำเนินคดีแทนก็ได้ แต่ถ้าเรียกมาดำเนินคดีเอง หรือมอบหมายให้พนักงานอัยการคนอื่นดำเนินคดีแทนต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปหนึ่งชั้นทราบ
ให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีที่ได้รับสำนวนซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินคดี เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควรว่าการดำเนินคดีที่ศาลอื่นที่มีเขตอำนาจจะเป็นการสะดวก และเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ให้อธิบดีที่เกี่ยวข้อง ทำความตกลงและประสานงานกันเป็นการเฉพาะเรื่องหรือเป็นการทั่วไปก็ได้ว่าคดีนั้นควรจะดำเนินคดีที่ศาลใด

ข้อ 7 การอุดช่องว่างของระเบียบและการหารือ
ในกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่จะต้องรีบปฏิบัติให้ทันกำหนดระยะเวลามิฉะนั้นจะเสียหายแก่ราชการให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นสมควรโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
กรณีที่มีปัญหาหรือข้อขัดข้องอันเกิดจากการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้หารือผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น หรือหารือไปยังอัยการสูงสุดแล้วแต่กรณี

ข้อ 8 การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ
อธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแผน จัดองค์กร บริหารงานบุคคล อำนวยการ ประสานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผลและรายงานผลการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด

รองอธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุดรองจากอธิบดี มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ประสานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผล และรายงาน ผลการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุดหรืออธิบดี แล้วแต่กรณี
อัยการพิเศษฝ่าย เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ประสานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบการดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบดี หรือ รองอธิบดี แล้วแต่กรณี
อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฏหมาย และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด และตรวจสอบกำกับดูแลการดำเนินคดีของสำนักงานคดี ภายในเขตท้องที่ของสำนักงานอัยการเขตเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด และให้มีอำนาจเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งมาตรวจสอบพิจารณาหรือดำเนินคดีเสียเอง หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดคนหนึ่งดำเนินคดีแทนก็ได้ แต่ถ้าเรียกมาดำเนินคดีเสียเอง หรือมอบหมายให้พนักงานอัยการคนอื่นดำเนินคดีแทนต้องรายงานให้อธิบดีทราบ
อัยการจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ที่กำหนดในกฎหมาย และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่อำนวยการประสานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบการดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบดี หรือ รองอธิบดี แล้วแต่กรณี
ในสำนักงานอัยการที่มีอัยการจังหวัดผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ให้อัยการจังหวัดผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เป็นผู้รับผิดชอบ ในการควบคุมกำกับดูแล และกลั่นกรองงานคดีแพ่งของสำนักงานอัยการนั้น โดยมีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องหรือสำนวน ตรวจร่างคำฟ้อง หรือคำให้การแล้วทำความเห็นเสนออัยการจังหวัด เพื่อพิจารณาหรือเพื่อทราบ แล้วแต่กรณี
ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ หากอัยการจังหวัดไม่อยู่ หรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อัยการจังหวัดผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน

ข้อ 9 การดำเนินคดีแพ่งที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมีนบุรี
การดำเนินคดีแพ่งที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมีนบุรีให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคดีแพ่ง

หมวดที่ 2
การพิจารณาดำเนินการก่อนฟ้อง

ข้อ 10 การรับเรื่อง
เมื่อได้รับเรื่องขอให้ดำเนินคดีแล้ว ให้ลงรับในสารบบและบัญชีความแพ่งในวันที่ได้รับเป็นสำนวนคดีและให้สั่งจ่ายสำนวนโดยเร็ว หากมีการเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินคดี ให้บันทึกชื่อผู้รับโอนสำนวนไว้ในสารบบและบัญชีจ่ายสำนวนด้วย
คดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ ส่วนราชการกับรัฐวิสาหกิจ หรือรัฐวิสาหกิจกับรัฐวิสาหกิจ ให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับเรื่องไว้พิจารณาและหากจะต้องดำเนินคดีให้ส่งเรื่องให้สำนักงานคดีที่มีเขตอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อไป

ข้อ 11 การรับเรื่องที่เป็นข้อหารือ
งานตอบข้อหารือ ให้รับเป็นสำนวนตอบข้อหารือ และจัดทำสารบบแยกไว้ต่างหาก

ข้อ 12 การสั่งจ่ายสำนวน
ในกรุงเทพมหานคร ให้อธิบดี หรือรองอธิบดีที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้สั่งจ่ายสำนวนไปยังสำนักงานคดีในสังกัดแล้วให้อัยการพิเศษฝ่ายสั่งจ่ายสำนวน ให้พนักงานอัยการในสำนักงาน
ในต่างจังหวัด หากตัวความส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการเขต ให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตลงสารบบสั่งจ่ายสำนวนให้พนักงานอัยการในสำนักงาน หรือส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี ในสำนักงานอัยการจังหวัดให้อัยการจังหวัดสั่งจ่ายสำนวน

ผู้สั่งจ่ายสำนวนจะสั่งจ่ายสำนวนให้ตนเอง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ กรณีสั่งจ่ายสำนวนให้หลายคน ให้ระบุด้วยว่าใครเป็น เจ้าของสำนวนผู้รับผิดชอบ
ผู้สั่งจ่ายสำนวนต้องลงชื่อพร้อมวันเดือนปีที่สั่งจ่าย

ข้อ 13 การบันทึกความเห็นและคำสั่ง
ให้บันทึกความเห็นและคำสั่งไว้ในแบบความเห็นและคำสั่ง (อ.ก.4)

ข้อ 14 การตรวจพิจารณาสำนวน
ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนตรวจพิจารณาในประเด็นแห่งคดี ที่สำคัญ เช่น เขตอำนาจ อายุความ ความประสงค์ของตัวความ ข้ออ้าง ข้อเถียง พยานหลักฐานประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย และอื่นๆ ที่จำเป็นในการวินิจฉัยและดำเนินคดี
หากคดีมีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้ ให้วินิจฉัยว่าควรรับดำเนินคดีหรือไม่ควรรับดำเนินคดี
หากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยและดำเนินคดีได้ ให้พิจารณาสั่งให้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วแจ้งให้ตัวความดำเนินการต่อไป
ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนหรือพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนผู้รับผิดชอบ ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่ง
หากพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน หรือพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนผู้รับผิดชอบ มีอำนาจสั่งคดีนั้นได้อยู่แล้วให้เสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ ก่อนดำเนินการต่อไป

ข้อ 15 การรวบรวมพยานหลักฐาน
พยานหลักฐานที่จะต้องรวบรวมได้แก่ พยานหลักฐานที่ให้ข้อเท็จจริง ที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดี รวมทั้งพยานหลักฐานที่ให้ข้อเท็จจริงสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตัวความ และพยานหลักฐานที่ให้ข้อเท็จจริงที่จำเป็นในการจัดทำ คำฟ้อง คำให้การ หรือ ต้องนำสืบชั้นพิจารณาในศาล

การสั่งให้รวบรวมพยานหลักฐานนั้น ให้กำหนดประเด็นในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน พร้อมกับกำหนดระยะเวลาให้ตัวความดำเนินการไว้
หากตัวความไม่ดำเนินการและไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้แจ้งเตือน หากตัวความไม่ดำเนินการและไม่แจ้งเหตุขัดข้องอีกให้ส่งเรื่องคืน โดยแจ้งกำหนดระยะเวลาเกี่ยวกับอายุความไปด้วย

ข้อ 16 พยานบุคคล
ให้พนักงานอัยการ หรือนิติกรที่ได้รับมอบหมายบันทึกคำพยานที่เกี่ยวข้องไว้ ในกรณีที่ตัวความบันทึกคำพยานไว้ พนักงานอัยการจะขอให้ตัวความนำพยานมาซักถามเพิ่มเติมก็ได้
ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน อาจเรียกบุคคลผู้ที่เชื่อว่าคำให้การจะเป็นประโยชน์แก่คดีมาซักถาม แล้วบันทึกไว้ก็ได้

ข้อ 17 พยานเอกสาร
ให้เป็นหน้าที่ของตัวความในการรวบรวมพยานเอกสาร จัดทำบัญชีเอกสารแล้วมอบให้พนักงานอัยการ
เอกสารนั้นตัวความจะส่งต้นฉบับ หรือสำเนาที่รับรองความถูกต้องแล้วก็ได้ เว้นแต่เอกสารนั้นจำเป็นต้องส่งต้นฉบับต่อศาลก็ให้ตัวความส่งต้นฉบับ และหากเอกสารใดที่เป็นตราสารซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ให้ดำเนินการจัดให้มีการปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายด้วย
ในกรณีที่ตัวความส่งสำเนาเอกสาร พนักงานอัยการอาจขอดูต้นฉบับก็ได้
หากมีเอกสารจำนวนมาก พนักงานอัยการอาจยังไม่รับเอกสารทั้งหมดไว้ จนกว่าตัวความจะได้ร่วมกับพนักงานอัยการตรวจสอบคัดเลือกเฉพาะเอกสารที่จำเป็น ในการวินิจฉัยและดำเนินคดีไว้แล้ว ในกรณีนี้ให้ตัวความจัดทำบัญชีเอกสารไว้
ให้พนักงานอัยการรวบรวมบัญชีเอกสารและสำเนาเอกสารไว้ในสำนวน ส่วนต้นฉบับให้แยกเก็บรักษาไว้
เอกสารใดที่ต้องส่งศาล ให้พนักงานอัยการจัดทำสำเนารวมไว้ในสำนวนหนึ่งชุด

ข้อ 18 พยานวัตถุ
ให้เป็นหน้าที่ของตัวความในการจัดทำบัญชี บันทึกรายละเอียด จัดทำภาพถ่ายรับรองความถูกต้องรวมไว้ในสำนวน

ข้อ 19 การมอบหมายให้นิติกรช่วยดำเนินการ
พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนอาจมอบหมายให้นิติกรช่วยดำเนินการได้ตามขอบเขตและวิธีการที่ผู้บังคับบัญชา หรือสำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

ข้อ 20 การเสนอความเห็น ร่างคำฟ้อง และคำให้การ
ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงผู้มีอำนาจสั่งคดี ในกรณีมีความเห็นควรรับว่าต่างหรือแก้ต่าง ให้ร่างคำฟ้องหรือร่างคำให้การ บัญชีระบุพยาน และประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไปด้วย
ความเห็นของพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะต้องอ้างพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ละเอียดเพียงพอที่ผู้มีอำนาจสั่งคดีจะมีความเห็นและคำสั่งได้
ในกรณีที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีความเห็นไม่ควรรับว่าต่างหรือแก้ต่าง หากผู้มีอำนาจสั่งคดีมีคำสั่งให้รับว่าต่างหรือแก้ต่าง ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเป็นผู้ร่างคำฟ้องหรือคำให้การ

ข้อ 21 อำนาจสั่งคดี
(1) อธิบดี มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างและตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ เกินกว่ายี่สิบล้านบาทขึ้นไป
(2) รองอธิบดี มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างและตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ เกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป แต่ ไม่เกินยี่สิบล้านบาท แล้วเสนออธิบดีเพื่อทราบ
(3) อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างและตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ ไม่เกินสิบล้านบาท แล้วเสนอรองอธิบดีเพื่อทราบ

(4) อัยการจังหวัด มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง ตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การ และทำคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ ไม่เกินห้าล้านบาท แล้วเสนออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตเพื่อทราบ เว้นแต่คดีที่ต้องดำเนินการในศาลเยาวชนและครอบครัว
เมื่ออธิบดีเห็นสมควร จะสั่งการเป็นอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวใน (1) ,(2) ,(3) ก็ได้ แต่ต้องรายงานให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบ
(5) อัยการชั้น 6 มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง และทำคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ ไม่เกินเจ็ดล้านบาท แล้วเสนออัยการพิเศษฝ่ายหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตเพื่อทราบ
(6) อัยการชั้น 5 มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง และทำคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ ไม่เกินห้าล้านบาท แล้วเสนออัยการพิเศษฝ่าย หรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตเพื่อทราบ
(7) อัยการชั้น 4 มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง และทำคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์ ไม่เกินสองล้านบาท แล้วเสนออัยการพิเศษฝ่ายหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตหรืออัยการจังหวัดเพื่อทราบ
พนักงานอัยการตั้งแต่ชั้น 4 ขึ้นไป มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือ แก้ต่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อมีคำสั่งแล้วให้เสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ
การเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบตามระเบียบข้อนี้ให้ปฏิบัติตามความในข้อ 28

ข้อ 22 อำนาจหน้าที่บางประการของอธิบดี
ในกรณีต่อไปนี้ให้อธิบดีเป็นผู้พิจารณาสั่ง
(1) การไม่รับดำเนินคดี
(2) การแจ้งฐานะคดี และการไม่รับว่าต่างตามข้อ 25 วรรคสอง
(3) การส่งเรื่องคืนตัวความกรณีตามข้อ 15 วรรคสาม
(4) การถอนฟ้อง
(5) การสั่งให้ส่งหรือโอนสำนวนไปพิจารณาดำเนินการที่ สำนักงานคดีอื่น

ข้อ 23 การพิจารณาคดีที่ร้องขอความเป็นธรรม
ในคดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำความเห็นลงในแบบ (อ.ก.4) เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณา

ข้อ 24 การตอบข้อหารือ
การตอบข้อหารือเกี่ยวกับคดีที่ขอให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดี

ข้อ 25 การแจ้งฐานะคดีและการไม่รับว่าต่าง
คดีว่าต่างที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนพิจารณาเห็นว่ารูปคดีเสียเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น คดีขาดอายุความ คดีขาดพยานหลักฐานอันเป็นสาระสำคัญ หรือกรณีที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องรับผิด ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอความเห็นควรแจ้งฐานะคดี ตามลำดับชั้นถึงอธิบดี เมื่ออธิบดีเห็นพ้องด้วยก็ให้แจ้งฐานะคดีไปยังตัวความก่อนยื่นฟ้องคดี
คดีระหว่างส่วนราชการกับเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจกับเอกชน หากพนักงานอัยการเห็นว่าไม่ควรรับดำเนินคดีให้แจ้งฐานะคดีพร้อมด้วยเหตุผลที่จะไม่รับดำเนินคดีให้ตัวความทราบ หากตัวความยังขอให้ดำเนินคดีต่อไปและอธิบดีไม่เห็นด้วยกับตัวความ ให้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานคดีอัยการสูงสุดพิจารณาเสนออัยการสูงสุด
คดีใดจะขาดอายุความฟ้องร้อง ให้รีบแจ้งฐานะคดีพร้อมแจ้งตัวความให้ส่งเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโดยเร็ว และให้ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาการแจ้งฐานะคดีของตัวความ

ข้อ 26 การส่งสำนวนที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจให้สำนักงานอื่นพิจารณา
การส่งเรื่องหรือสำนวนที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ไปให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีอื่นพิจารณาดำเนินการ ให้อธิบดีพิจารณาสั่ง แล้วแจ้งให้ตัวความทราบ
หากมีปัญหาโต้แย้ง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีใ ห้เสนออัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด

ข้อ 27 การลงนามในหนังสือ
การลงนามในหนังสือเกี่ยวกับคดีถึงส่วนราชการอื่นหรือบุคคลภายนอก(หนังสือออก) ให้หัวหน้าสำนักงานคดีเป็นผู้ลงนาม เว้นแต่หนังสือแจ้งฐานะคดีและไม่รับ ว่าต่างตามข้อ 25 วรรคสอง หนังสือแจ้งผลคดีในส่วนกลาง หนังสือถึงอธิบดีและปลัดกระทรวง ให้เสนออธิบดีเพื่อพิจารณาลงนาม สำหรับหนังสือถึงรัฐมนตรีให้เสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาลงนาม

ข้อ 28 การเสนอเพื่อทราบ
ในกรณีมีคำสั่ง รับว่าต่าง หรือแก้ต่าง และต้องเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อทราบ ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อทราบ ก่อนยื่นคำฟ้อง หรือคำให้การแล้วแต่กรณี เมื่อผู้บังคับบัญชา ได้ตรวจแล้วมีความเห็นและคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น
กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจเสนอเพื่อทราบก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ เช่นคดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง หรือเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอเพื่อทราบ ภายหลังยื่นคำฟ้องหรือคำให้การโดยเร็ว

ข้อ 29 การรายงานเหตุสำนวนค้าง
สำนวนคดีแพ่งทุกประเภทหากคดีใดยังค้างอยู่โดยดำเนินการ ยังไม่เสร็จ ภายในสามเดือนนับแต่วันรับสำนวน ให้ผู้บังคับบัญชาของพนักงานอัยการ เจ้าของสำนวนนั้นรายงานชี้แจงเหตุขัดข้องเสนอพร้อมบัญชีสำนวนค้างประจำเดือน ถึงอธิบดี และให้ผู้รับรายงานพิจารณาดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาทางเร่งรัด หรือกำหนดแนวทางแก้ไขตามที่เห็นสมควร แล้วรายงานให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบ
ให้บันทึกในรายงานบัญชีสำนวนค้างให้ปรากฏชัดด้วยว่าคดี จะขาดอายุความเมื่อใด

ข้อ 30 การรายงานผลการปฏิบัติงานในต่างจังหวัด
ในต่างจังหวัด เมื่อสำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง และสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด ได้พิจารณาเรื่องหรือออกคำสั่งรับว่าต่าง หรือแก้ต่างสำนวนคดีใดแล้ว ให้รายงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตทราบ เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามแบบที่ผู้บังคับบัญชาหรือสำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

ข้อ 31 การเดินทางไปดำเนินคดีนอกเขตท้องที่
กรณีต้องเดินทางไปดำเนินคดีนอกเขตท้องที่ ให้ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการเดินทางไปราชการ
กรณีที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องดำเนินการด้วยตนเอง เช่น การคัดสำเนาทะเบียนบ้าน การส่งหมายเรียก การส่งสำเนาเอกสาร การยื่นบัญชีระบุพยาน การยื่นคำฟ้อง การยื่นคำร้อง การยื่นคำแถลง การขอคัดเอกสาร การฟังคำสั่งศาล และอื่นๆ ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน แจ้งให้พนักงานอัยการในท้องที่นั้นๆ ดำเนินการแทน โดยเสนอเรื่องต่ออัยการพิเศษฝ่าย หรืออัยการจังหวัด เพื่อพิจารณาสั่ง

ข้อ 32 การรายงานคดีสำคัญ
คดีที่ประชาชนสนใจหรือคดีสำคัญ เมื่อได้รับเรื่องไว้แล้ว ให้รายงานตามลำดับชั้นถึงอัยการสูงสุด

หมวดที่ 3
การพิจารณาดำเนินคดีชั้นศาล

 

ข้อ 33 หลักการดำเนินคดีในชั้นศาล
คดีที่ต้องดำเนินการในศาลใด การดำเนินกระบวนพิจารณา ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีในศาลนั้น



ข้อ 34 การยื่นคำคู่ความ
ให้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ในการนำคำคู่ความ บัญชีพยาน และเอกสารอื่นไปยื่นต่อศาลรวมทั้งฟังคำสั่งศาล และคัดคำพิพากษา คำเบิกความ และเอกสารอื่นจากศาลด้วย
การขอถ่ายสำเนาเอกสารจากศาล ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี ทำบัญชีและรับรองค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ 35 การระบุบัญชีพยาน
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีระบุอ้างพยานหลักฐานในบัญชีพยาน ให้ครบถ้วนทุกประเด็นที่จะต้องนำสืบสนับสนุนคำฟ้อง หรือคำให้การ รวมทั้งให้จัดทำสำเนาบัญชีระบุพยานและสำเนาพยานเอกสาร เพื่อให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามกฎหมายด้วย และหากเห็นสมควรจะยื่นบัญชีระบุพยาน รวมทั้งชำระเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไปพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การด้วยก็ได้

ข้อ 36 การชี้สองสถาน
คดีที่มีการชี้สองสถาน ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีนำคำฟ้องและคำให้การมาพิจารณาเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท และให้ตรวจสอบการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลว่า ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนก็ให้คัดค้านไว้ตามกฎหมาย

ข้อ 37 การติดต่อพยานบุคคลไปเบิกความที่ศาล
กรณีเป็นพยานนำ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี มีหนังสือแจ้งตัวความ ติดต่อพยานให้ไปเบิกความที่ศาล
กรณีเป็นพยานหมาย ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดียื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานแล้วจัดส่งให้พยาน หรือขอให้ตัวความส่งให้พยานต่อไป

ข้อ 38 การสืบพยานและส่งประเด็น
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเตรียมการสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุให้พร้อมก่อนวันนัดพิจารณา กรณีพยานบุคคลเป็นพยานหมาย ให้เตรียมค่าป่วยการพยานเพื่อจ่ายให้แก่พยานตามคำสั่งศาลด้วย
หากเห็นสมควร พนักงานอัยการผู้ว่าคดี อาจส่งประเด็นไปให้พนักงานอัยการในสำนักงานอื่นช่วยสืบพยานในบางประเด็นก็ได้ โดยกำหนดประเด็นที่จะต้องสืบให้ชัดเจน และจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องใช้ในการดำเนินคดีชั้นศาล พร้อมกับส่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการสืบพยานไปด้วย

ข้อ 39 การทำรายงานการคดี
การดำเนินกระบวนพิจารณาทุกครั้ง ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีบันทึกรายละเอียดไว้ในรายงานการคดี (อ.ก.13) ให้ได้ความเพียงพอที่จะทราบว่าในการดำเนินคดีนั้นในครั้งใด หรือวันใดได้จัดการเกี่ยวกับคดีอย่างไรบ้าง ถ้าเหตุที่ได้จัดการไปนั้นสมควรจะให้ปรากฎถึงเจตนาเพื่อผลใดๆก็ให้บันทึกให้ปรากฎไว้ด้วย

ข้อ 40 การประนีประนอมยอมความ
คดีแก้ต่าง ยกเว้นคดีเรียกเงินค่าทดแทน ถ้าพนักงานอัยการผู้ว่าคดีพิจารณาเห็นว่าคดีเสียเปรียบ หรือคดีว่าต่างที่คู่ความอีกฝ่ายขอลดหนี้ลงบางส่วน หรือขอผ่อนผันการชำระหนี้ ซึ่งพนักงานอัยการผู้ว่าคดีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อมีหนังสือแจ้งข้อเสนอประนีประนอมยอมความให้ตัวความพิจารณา
เมื่อตัวความตกลงประนีประนอมยอมความ โดยแจ้งเงื่อนไขมาให้ทราบแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีตกลงประนีประนอมยอมความตามนั้น หรือจะให้ตัวความแต่งตั้งตัวแทนมาแถลงต่อศาลในวันประนีประนอมยอมความก็ได้ ในกรณีนี้ให้ตัวแทนของตัวความ ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย

ข้อ 41 ค่าธรรมเนียม
ในการดำเนินคดีหากมีค่าธรรมเนียมใดๆที่จะต้องชำระ เช่น ค่าอ้างเอกสาร ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีชำระค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย

 

 

 

ข้อ 42 การแถลงการณ์ปิดคดี
พนักงานอัยการผู้ว่าคดีควรแถลงการณ์ปิดคดี แต่คดีที่มีเอกสารอ้างอิงมาก หรือคดีที่มีทุนทรัพย์สูงเกิน 50 ล้านบาท หรือคดีที่มีข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายยุ่งยาก ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร

ข้อ 43 การคัดคำเบิกความและคำพิพากษา
เมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีขอถ่ายคำเบิกความของพยานทุกปากและพยานเอกสารที่คู่ความส่งศาลประกอบสำนวนไว้ และเมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีขอถ่ายคำพิพากษาประกอบสำนวนไว้ทุกเรื่อง

 

หมวดที่ 4
การพิจารณาดำเนินการหลังศาลชั้นต้นพิพากษา

ข้อ 44 การแจ้งผลคดี
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี หรือผู้รับมอบฉันทะไปฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลทุกครั้ง
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเสนอสำเนาคำพิพากษา หรือสำเนาคำสั่ง และความเห็นพร้อมหนังสือแจ้งผลคดีต่อผู้มีอำนาจสั่งคดีว่าควรอุทธรณ์ หรือฏีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งหรือไม่ โดยให้แจ้งผลคดีให้ตัวความทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่คดีแรงงานให้แจ้งผลคดีให้ตัวความทราบภายใน 7 วัน
หากยังไม่สามารถคัดคำพิพากษา หรือคำสั่งได้ในวันที่ศาลอ่าน ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี หรือผู้รับมอบฉันทะ จดย่อคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในกรณีที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ตัวความแพ้คดีทั้งหมดหรือบางส่วน ให้จดย่อคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผลที่ให้แพ้คดีนั้นเสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจสั่งคดี และให้แจ้งผลคดีไปก่อนโดยไม่ต้องรอการคัดคำพิพากษา หรือคำสั่ง
เมื่อคัดคำพิพากษา หรือคำสั่งได้แล้ว ให้จัดการส่งให้ตัวความโดยเร็ว

 

 

ข้อ 45 การเสนอความเห็นชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา
เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเสนอสำนวนพร้อมความเห็นลงในแบบ (อ.ก.14) ตามลำดับชั้นถึงผู้มีอำนาจสั่งคดี

ข้อ 46 การสั่งคดีและการแจ้งผลคดีชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา
กรณีที่ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ พิพากษา หรือสั่งให้ตัวความที่พนักงานอัยการว่าต่างหรือแก้ต่างชนะคดีและไม่มีประเด็นที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป ให้ผู้มีอำนาจสั่งคดีออกคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาไปได้ แล้วแจ้งผลคดีให้ตัวความทราบ
ถ้าคดีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้ตัวความชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หรือแพ้คดี ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี เสนอความเห็นตามลำดับชั้น ถึงผู้มีอำนาจสั่งคดี เพื่อแจ้งผลคดี พร้อมเหตุผล ให้ตัวความพิจารณาตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่ โดยให้นำหนังสือกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย [1]
ระหว่างรอความเห็นของตัวความ ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาไว้ด้วย
เมื่อได้รับแจ้งผลการพิจารณาจากตัวความแล้ว ให้เสนอความเห็นตามลำดับชั้นต่อผู้มีอำนาจสั่งคดีเพื่อออกคำสั่ง และดำเนินคดีตามความประสงค์ของตัวความ กรณีตัวความขอให้อุทธรณ์หรือฎีกา ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเสนอร่างอุทธรณ์ หรือร่างฎีกาแล้วแต่กรณีไปด้วย
การสั่งคดีตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ ถ้ามิใช่คำสั่งของอธิบดี ให้ผู้มีอำนาจสั่งคดีเสนอผู้บังคับบัญชาถัดไปเพื่อทราบ และให้นำความในข้อ 28 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 47 การแก้อุทธรณ์และแก้ฎีกา
ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง อุทธรณ์ หรือฎีกา ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีทำคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาทุกคดี โดยให้เสนอตามลำดับชั้นถึงผู้มีอำนาจสั่งคดี
เมื่อได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาแล้วให้แจ้งให้ตัวความทราบ

ข้อ 48 การขอทุเลาการบังคับคดี
เมื่อศาลพิพากษา หรือสั่งให้ตัวความแพ้คดี ใหัพนักงานอัยการผู้ว่าคดียื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไปพร้อมกับ คำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาด้วย

ข้อ 49 การรายงานผลคดีชั้นฎีกา
ให้คัดคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลฎีกาส่งสำนักงานอัยการสูงสุด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีรับรองสำเนา และให้อัยการพิเศษฝ่าย หรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณีเป็นผู้ลงนามในหนังสือนำส่ง

ข้อ 50 การขอให้ศาลออกคำบังคับ
ในกรณีจะต้องบังคับคดีและศาลยังมิได้ออกคำบังคับ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี ขอให้ศาลออกคำบังคับภายในกำหนด สี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่คดีถึงที่สุด หรือคดีที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีให้ขอให้ออกคำบังคับภายในกำหนด สิบห้าวัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือวันที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี แล้วแต่กรณี

ข้อ 51 การคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดี
ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขอทุเลาการบังคับคดี พนักงานอัยการผู้ว่าคดีอาจพิจารณาคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดีตามที่เห็นสมควร

ข้อ 52 การขอหมายบังคับคดี
เมื่อระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้ว และลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีภายใน สิบห้าวัน นับแต่ล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว และให้ส่งสำเนาหมายบังคับคดีให้ตัวความภายใน สิบห้าวัน นับแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อให้ตัวความดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ข้อ 53 การรับเอกสารคืนจากศาล
เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนขอรับเอกสารคืนจากศาล เพื่อส่งคืนให้ตัวความ

ข้อ 54 การอนุโลมใช้ระเบียบในชั้นอุทธรณ์ ฎีกา
ให้นำความในหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 และหมวดที่ 3 มาใช้บังคับในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโดยอนุโลม

ข้อ 55 การรับและเก็บรักษาเงินค่าธรรมเนียม
ในกรุงเทพมหานคร เมื่อตัวความส่งเงินค่าธรรมเนียมมาให้ ให้ฝ่ายการเงินและบัญชีสำนักงานอัยการสูงสุด มีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ส่งเงิน แล้วเก็บรักษาเงินไว้ หรือนำฝากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในต่างจังหวัด ให้ฝ่ายกิจการทั่วไปของสำนักงานอัยการ ที่รับผิดชอบดำเนินคดีมีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ส่งเงิน แล้วให้นำเงินฝากคลังจังหวัด หรือคลังอำเภอที่ตั้งสำนักงาน ทั้งนี้ ให้ปฎิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ และระเบียบว่าด้วยวิธีการนำเงินส่งคลัง

ข้อ 56 การเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียม
การเบิกเงินค่าธรรมเนียมเพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินคดี ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีเป็นผู้ยืมโดยความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปหนึ่งชั้น ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี เบิกเงินค่าธรรมเนียมไว้เพื่อสำรองการใช้จ่ายในการดำเนินคดีได้ไม่เกินคดีละสองพันบาท แต่เมื่อรวมกันทุกคดีให้เบิกเงินสำรองการใช้จ่ายได้รวมกันไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายในแต่ละคดีไว้ให้สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด และหากคดีไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันรับสำนวน ให้จัดส่งสำเนาบัญชีค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายการเงินและบัญชี หรือฝ่ายกิจการทั่วไปแล้วแต่กรณีอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

ข้อ 57 การฝากเงินที่ยังไม่ต้องใช้จ่าย
ในระหว่างการดำเนินคดี ถ้ามีเหตุยังไม่ต้องใช้จ่ายเงินในระยะเวลาเกินหกเดือนขึ้นไป หรือหากเงินที่เบิกไปใช้เหลือเกินกว่าจำนวนที่กำหนดให้ถือสำรองไว้ได้ หรือได้รับเงินจากการดำเนินคดี ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดีนําเงินดังกล่าวฝากเก็บรักษาตามระเบียบว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการและระเบียบว่าด้วยวิธีการนำเงินส่งคลัง ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่มีเหตุที่จะต้องฝากเงินดังกล่าว

ข้อ 58 การเบิกเงินกรณีจำเป็นเร่งด่วน
ในระหว่างการดำเนินคดี ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนและเงินที่เบิกสำรองไว้ไม่เพียงพอ ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี ขอเบิกเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือหรือเงินค่าธรรมเนียมที่ฝากไว้ในบัญชีเบ็ดเตล็ด แล้วแต่กรณี เพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้นได้เท่าที่จำเป็นและให้ปฏิบัติตามข้อ 56 และข้อ 57 โดยอนุโลม

ข้อ 59 การหักล้างทะเบียนเงินยืม
เมื่อศาลแต่ละชั้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้รีบดำเนินการหักล้างทะเบียนเงินยืมโดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด
ระหว่างรอการบังคับคดี พนักงานอัยการผู้ว่าคดีจะเก็บรักษาเงินค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในข้อ 56 ต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยต้องนำส่งฝากเก็บรักษาตามนัยข้อ 57 ภายในสิบห้าวันนับแต่วันครบกำหนดสามเดือน
เมื่อคดีถึงที่สุด ให้พนักงานอัยการผู้ว่าคดี จัดทำบันทึกแจ้งว่าคดีถึงที่สุดแล้ว และส่งบัญชีค่าใช้จ่ายพร้อมเงินเหลือจ่าย และจัดทำใบถอนเงินที่ฝากไว้ในบัญชีเบ็ดเตล็ดเพื่อหักล้างทะเบียนเงินยืมภายในสี่สิบห้าวันนับแต่คดีถึงที่สุด และไม่จำต้องดำเนินการอย่างใดต่อไปอีก ให้เจ้าหน้าที่การเงินหักล้างทะเบียนเงินยืมพนักงานอัยการผู้ว่าคดีและทะเบียนเงินกรมต่อไป หากเงินเหลือจ่ายตามวรรคสาม เป็นเงินนอกงบประมาณ ให้ส่งคืนตัวความ

ข้อ 60 การหักล้างทะเบียนเงินยืมกรณีเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินคดี
ในกรณีที่พนักงานอัยการผู้ว่าคดีได้ยืมเงินค่าธรรมเนียมไปแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการผู้นั้นจะต้องส่งมอบคดีให้พนักงานอัยการผู้อื่นรับไปดำเนินการต่อ ให้พนักงานอัยการผู้ส่งมอบคดีดำเนินการหักล้างทะเบียนเงินยืมให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จะต้องส่งมอบคดี

ข้อ 61 การมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน
การยืม การเบิก การจ่าย การฝาก การทำบัญชีค่าใช้จ่าย และ การหักล้างทะเบียนเงินยืมตามความในหมวดนี้ พนักงานอัยการผู้ว่าคดีอาจมอบหมายให้ข้าราชการธุรการเป็นผู้ดำเนินการได้ตามวิธีการที่ผู้บังคับบัญชา หรือสำนักงานอัยการสูงสุดกําหนด

ข้อ 62 เงินค่าทนายความ
เงินค่าทนายความที่ศาลสั่งให้จ่าย ให้ตกเป็นของพนักงานอัยการผู้ว่าคดี
ในกรณีที่มีผู้ว่าคดีหลายคน ให้อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต หรืออัยการจังหวัด เป็นผู้พิจารณาจัดสรรตามสัดส่วน และความสำคัญของงาน แล้วเสนอตามลำดับชั้นเพื่ออธิบดีให้ความเห็นชอบ

ข้อ 63 การเก็บรักษาสำนวน
สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุด เมื่อได้มีการแจ้งตัวความ การส่งเอกสารคืนตัวความ การบังคับคดี และการหักล้างทะเบียนเงินยืมแล้ว ให้ พนักงานอัยการผู้ว่าคดี หรือ พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบ ทำความเห็นในแบบความเห็นและคำสั่ง (อ.ก.4 ) ว่าสำนวนคดีนั้นควรทำลายหรือควรเก็บรอไว้ต่ออัยการพิเศษฝ่ายหรืออัยการจังหวัดภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ เพื่อพิจารณาสั่งก่อนส่งเก็บต่อไป

สำนวนคดีที่มีคำสั่งให้เก็บรอไว้ ให้เขียน " " ด้วยสีน้ำเงินตัวโตไว้ที่ หน้าปกสำนวน สำนวนคดีที่มีคำสั่งให้ทำลาย ให้เขียน " " ด้วยสีแดงตัวโตไว้ที่ หน้าปกสำนวน
ให้สำนักงานคดีที่เกี่ยวข้อง จัดทำสารบบบัญชีคุมสำนวนที่ดำเนินการเสร็จแล้วไว้ 2 เล่ม เล่มหนึ่งใช้บันทึกสำนวนคดีที่เก็บรอไว้ อีกเล่มหนึ่งใช้บันทึกสำนวนคดีที่ทำลายได้แล้ว โดยให้ปรากฏชื่อพนักงานอัยการผู้ทำความเห็นตามวรรคหนึ่งด้วย

ข้อ 64 การเก็บสำนวนและเอกสารไว้เพื่อศึกษา
ให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด จัดเก็บสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแพ่งไว้ 1 ชุด และจัดส่งให้ฝ่ายกิจการทั่วไปของสำนักงานคดี หรือ สำนักงานอัยการเขต เก็บไว้ 1 ชุด เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า
สำหรับเอกสารอื่นๆในการดำเนินคดี เช่น ความเห็นและคำสั่ง หนังสือแจ้งฐานะคดี คำฟ้อง คำให้การ คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำร้อง คำแถลง คำแถลงการณ์ และคำตอบข้อหารือ อัยการพิเศษฝ่าย หรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต หรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี อาจพิจารณาให้มีการจัดเก็บสำเนาแยกไว้เป็นเรื่อง ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร

ข้อ 65 การทำลายสำนวน
สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุด และมีคำสั่งให้ทำลายตามข้อ 63 ให้เก็บไว้มีกำหนด 2 ปี แล้วทำการสำรวจเพื่อทำลาย
สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุด และมีคำสั่งให้เก็บรอไว้ตามข้อ 63 ให้เก็บไว้ต่อไปมีกำหนด 10 ปี หากไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้อีก ให้มีคำสั่งทำลายและให้เก็บไว้ต่อไปอีก 2 ปี แล้วจึงทำการสำรวจเพื่อทำลาย
เมื่อสิ้นปีหนึ่งๆ ให้อัยการพิเศษฝ่าย หรืออัยการจังหวัด แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นไม่น้อยกว่า 3 คน เป็นผู้สำรวจตรวจสอบว่าควรจะทำลายสำนวนคดีที่เก็บไว้เรื่องใดบ้างแล้วให้คณะกรรมการเสนอรายงานขออนุมัติทำลายต่ออัยการพิเศษฝ่าย หรือ อัยการจังหวัด โดยระบุให้ชัดเจนว่าจะทำลายสำนวนคดีใด เรื่องใด พร้อมด้วยเหตุผลที่ขอทำลาย

การทำลายสำนวนให้กระทำโดยการเผา หรือการย่อยทำลาย
ในการตรวจราชการของอธิบดี ให้กำหนดการทำลายสำนวนคดีแพ่งเป็นหัวข้อหนึ่งที่จะต้องตรวจด้วย

ข้อ 66 การติดตามและการประเมินผลการปฏิบัติงาน
การติดตาม การประเมินผล และการรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้ดำเนินการตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

 

หมวดที่ 5
การดำเนินการเกี่ยวกับคดีอนุญาโตตุลาการ

 

ข้อ 67 อำนาจและหน้าที่
การดำเนินคดีว่าต่างและแก้ต่างในชั้นอนุญาโตตุลาการ ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานคดีที่รับผิดชอบการดำเนินคดีในศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
การดำเนินคดีเกี่ยวกับการรับว่าต่างและแก้ต่างคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการให้นำความในหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 หมวดที่ 3และหมวดที่ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 68 การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ
กรณีตัวความร้องขอให้แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการ ให้อธิบดีเสนอชื่อพนักงานอัยการผู้มีความเหมาะสม เพื่อขออนุมัติต่ออัยการสูงสุดให้แต่งตั้งพนักงานอัยการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการ ตามความประสงค์ของตัวความหรือตามที่อัยการสูงสุดเห็นสมควร

ข้อ 69 การดำเนินการภายหลังคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
เมื่ออนุญาโตตุลาการได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเรียบร้อยแล้ว ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำความเห็นลงในแบบ (อ.ก.14) เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงผู้มีอำนาจสั่งคดีเพื่อพิจารณาสั่ง แล้วแจ้งผลคดีให้ตัวความทราบ

บทเฉพาะกาล

ข้อ 70 การปฏิบัติต่อคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก่อนระเบียบนี้ ใช้บังคับ

คดีใดที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ก่อนหรือในวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้พนักงานอัยการที่รับผิดชอบดำเนินคดีนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จ และให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่...........................................พ.ศ. 2547


(นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม)
อัยการสูงสุด

[1] ปัจจุบันคือหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0406.2/ว.23 ล.ว.20 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่องแนวทางปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาล ซึ่งแนวทางปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าวใช้บังคับกับส่วนราชการเท่านั้น ไม่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่น..........................

................................................................................

copyright © สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฏหมาย สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่