ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
พ.ศ. 2547
------------------------------------------------------------------------

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบและหลักปฏิบัติราชการในการดำเนิน คดีอาญาของพนักงานอัยการเสียใหม่ให้เหมาะสมกับบทบาท และภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด ในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 อัยการสูงสุดจึงวางระเบียบไว้ดังนี้

ข้อ 1 (ชื่อระเบียบ)

ระเบียบนี้เรียกว่า “ ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของ พนักงานอัยการ พ.ศ.2547 “

ข้อ 2 (วันใช้บังคับ)

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2547

ข้อ 3 (ยกเลิกระเบียบเก่า)

ให้ยกเลิกระเบียบดังต่อไปนี้ กับบรรดาระเบียบ หลักปฏิบัติราชการและคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน

(1) ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2528

(2) ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2533

(3) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2538

(4) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2538

(5) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 4)พ.ศ.2539

(6) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 5)พ.ศ.2539

(7) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 6)พ.ศ.2545

(8) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 7)พ.ศ.2545

(9) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 8)พ.ศ.2546

(10) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ.2546

ข้อ 4 (บทนิยาม)

ในระเบียบนี้

“อธิบดี” หมายความถึง อธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขตที่รับผิดชอบในการดำเนินคดี

“รองอธิบดี” หมายความถึง รองอธิบดีอัยการฝ่ายหรือรองอธิบดีอัยการเขตที่รับผิดชอบในการดำเนินคดี

“อัยการศาลสูง” หมายความถึง พนักงานอัยการผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

“หัวหน้าพนักงานอัยการ” หมายความถึง อัยการพิเศษฝ่ายที่รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญาประจำศาลชั้นต้น หรืออัยการจังหวัดที่รับผิดชอบในการดำเนินคดี

“ผู้กลั่นกรองงาน” หมายความถึง พนักงานอัยการที่มีอาวุโสถัดจากหัวหน้าพนักงานอัยการลงมา ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กลั่นกรองงาน

“สำนักงานคดีอาญา” หมายความถึง สำนักงานคดีอาญา สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว สำนักงานคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี สำนักงานต่างประเทศ และสำนักงานคดีที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญา

“สำนักงานอัยการจังหวัด” หมายความถึง สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง และสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด

“การดำเนินคดี” หมายความถึง การดำเนินการไปตามอำนาจและหน้าที่ในทางอรรถคดีของพนักงานอัยการ

“คดีวิสามัญฆาตกรรม” หมายความถึง คดีฆาตกรรมที่ผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่

“วิธีการเพื่อความปลอดภัย” หมายความถึง วิธีการเพื่อความปลอดภัย ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

“การติดตามพฤติการณ์” หมายความถึง การสดับตรับฟังความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่เป็นไปเกี่ยวกับความประพฤติของจำเลยผู้ถูกศาลสั่งใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความถึง กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นใดที่ดำเนินกิจการของรัฐตามกฎหมาย และได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงาน ในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ และให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ

หมวดที่ 1

ข้อความเบื้องต้น

ส่วนที่ 1

บททั่วไป

ข้อ 5 (ภารกิจและบทบาทของพนักงานอัยการ)

พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยจักต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว เท่าเทียมกันและเป็นธรรม กับทั้งต้องกระทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน

พนักงานอัยการเป็นทนายแผ่นดิน และเป็นตัวแทนของแผ่นดินในการตรวจสอบ และค้นหาความจริงในคดีอาญา การควบคุมการดำเนินคดีอาญาของรัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาและจำเลย ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นด้วย ส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายและพยาน พนักงานอัยการพึงให้ความคุ้มครอง และการปฏิบัติที่เหมาะสมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

ข้อ 6 (หลักการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ)

พนักงานอัยการมีอิสระในการดำเนินคดีอาญาภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด

การมอบหมายให้ดำเนินคดี การควบคุม และการตรวจสอบ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินคดี เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา

ผู้บังคับบัญชาอาจกำหนดการแบ่งภาระหน้าที่ และ หรือ มอบหมายงานให้พนักงานอัยการในบังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งปฏิบัติงาน หรือช่วยกลั่นกรองงานเป็นการทั่วไป หรือเป็นการเฉพาะเรื่องก็ได้

ผู้บังคับบัญชาอาจเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งที่อยู่ในเขตอำนาจมาตรวจสอบพิจารณา และหรือดำเนินคดีเสียเอง หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดดำเนินคดีแทนก็ไ และในกรณีที่เห็นควรกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิม ให้เสนอตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เว้นแต่ความเห็นหรือคำสั่งเดิมนั้นเป็นของอธิบดี ให้เสนออัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมาย เพื่อพิจารณาสั่ง

ข้อ 7 (การอุดช่องว่างของระเบียบและการหารือ)

ในกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ ให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นสมควร โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ

หากจำเป็นจะต้องหารือในปัญหาหรือข้อขัดข้องอันเกิดจากการปฏิบัติตามระเบียบนี้ให้หารือไปยังอัยการสูงสุด โดยเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

ข้อ 8 (หน้าที่เร่งรัดคดี)

พนักงานอัยการต้องดำเนินคดีทุกคดีให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็ว โดยเฉพาะคดีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกคุมขังอยู่ ให้ดำเนินคดีโดยเร็วเป็นพิเศษ

 

ส่วนที่ 2

เขตอำนาจและอำนาจหน้าที่

ข้อ 9 (การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ)

อธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผน จัดองค์กรบริหารงานบุคคล อำนวยการ ประสานงานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผล และรายงานผลการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด

รองอธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดรองจากอธิบดี มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ประสานงานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผลและรายงานผลการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด และอธิบดี

หัวหน้าพนักงานอัยการ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ประสานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบการดำเนินคดี ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบดี และรองอธิบดี

ข้อ 10 (การสั่งจ่ายสำนวน การคืนสำนวน และการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม)

หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้สั่งจ่ายสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการในบังคับบัญชา และต้องลงชื่อในคำสั่งพร้อมวันเดือนปีที่สั่ง แม้จะสั่งจ่ายให้ตนเองก็ตาม การคืนสำนวนการสอบสวนก็ดี การสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมก็ดี ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาสั่ง

กรณีที่คำสั่งหรือระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นหรือมิได้กำหนดวิธีปฏิบัติเป็นกรณีเฉพาะเรื่องไว้ การคืนสำนวนการสอบสวนในกรณีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น ให้พนักงานอัยการประจำศาลนั้น ๆ ส่งสำนวนคดีนั้นคืนพนักงานสอบสวนเพื่อส่งไปยังพนักงานอัยการประจำศาลที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจ

ข้อ 11 (การร่วมมือกับหน่วยงานอื่น)

ในการดำเนินคดีอาญา หากจำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและไม่ให้เสียหายแก่ราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 12 (การรายงานข้อบกพร่องของกฎหมาย)

ในการดำเนินคดีอาญา หากพบข้อบกพร่องหรือช่องว่างของกฎหมาย ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบรายงาน พร้อมด้วยความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไข ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งนี้ ไม่ว่าคดีจะเสร็จเด็ดขาดแล้วหรือไม่ก็ตาม

 

ส่วนที่ 3

แนวทางปฏิบัติในการรับสำนวนการสอบสวน

จากพนักงานสอบสวน

ข้อ 13 (การรับสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้)

สำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่เรียก หรือจับตัวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 นั้น หมายถึงสำนวนที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้ต้องหายังไม่ได้ และไม่มีตัวผู้ต้องหาปรากฏต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือควรสั่งไม่ฟ้องแล้ว ให้พนักงานอัยการรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาได้ โดยพนักงานสอบสวนไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน

ข้อ 14 (การรับสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุม หรือขังอยู่ หรือปล่อยตัวชั่วคราวหรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก)

สำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุม หรือขังอยู่ หรือปล่อยตัวชั่วคราว หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 หมายถึง สำนวนที่มีตัวผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุม ขัง หรือปล่อยตัวชั่วคราวของศาลหรือพนักงานสอบสวน หรือพนักงานสอบสวนสามารถได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก

สำนวนดังกล่าวในวรรคก่อน หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ย่อมต้องมีตัวผู้ต้องหาปรากฏต่อพนักงานสอบสวน และได้ทำการสอบสวนผู้ต้องหาแล้ว พนักงานอัยการจะรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบส่งตัวผู้ต้องหามาพร้อมสำนวน หรือผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องได้ ถ้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาได้ โดยผู้ต้องหาหลบหนีประกัน หรือไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ต้องหามาอยู่ในอำนาจศาลที่พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องได้ กรณีเช่นนี้ไม่ทำให้สำนวนดังกล่าวเปลี่ยนเป็นสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่เรียกหรือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 พนักงานอัยการจะรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาไม่ได้

พนักงานอัยการจะรับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรสั่งฟ้องไว้พิจารณาได้ต้องเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวผู้ต้องหามาพร้อมสำนวน แม้ว่าผู้ต้องหาซึ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวจะถูกสอบสวนเกินกำหนดเวลาสามเดือนหรือหกเดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 113 วรรคแรก แล้วก็ตาม

(2) หากผู้ต้องหาขังอยู่ต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่พนักงานอัยการผู้รับสำนวนไว้จะยื่นฟ้องได้

(3) ถ้าผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่นนั้น ให้นำความในข้อ 99 มาใช้บังคับ

 

ส่วนที่ 4

การควบคุมตรวจสอบทั่วไปและการปฏิบัติต่อสำนวน

 

ข้อ 15 (การควบคุมการดำเนินคดีสำคัญ)

ในคดีอาญาที่มีความสำคัญ เช่น โดยฐานความผิด โดยฐานะของผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้เสียหาย หรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไปให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาเข้าร่วมดำเนินคดี หรือควบคุมการดำเนินคดีโดยใกล้ชิด และให้รายงานผลการดำเนินคดีดังกล่าวใหสำนักงานอัยการสูงสุดทราบ เป็นกรณีพิเศษโดยผ่านอธิบดี

เมื่อได้รับสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบรายงานให้อธิบดีทราบ และเมื่ออธิบดีทราบแล้ว ไม่ว่าจะโดยการรายงานดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม หากเห็นสมควรจะเข้าดำเนินคดี หรือร่วมดำเนินคดีก็ได้ แล้วให้รายงานสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อทราบ

ข้อ 16 (การรายงานสำนวนค้าง)

สำนวนคดีอาญาดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นสำนวนที่ค้างระหว่างจัดการ คือ

(1) สำนวนที่ยังมิได้สั่ง

(2) สำนวนที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม หรือให้ส่งพยานมาเพื่อซักถาม

(3) สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมาซึ่งมีคำสั่งฟ้องและรอส่งตัวมาฟ้อง หรือ ถ้าผู้ต้องหาหลบหนีและยังมิได้จัดการให้ได้ตัวมา

(4) สำนวนที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น แล้วแต่กรณี รวมตลอดถึงสำนวนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่นแย้งให้ฟ้อง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุดด้วย

(5) สำนวนที่อยู่ระหว่างขออนุญาตฟ้อง

สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา ซึ่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหา และแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาส่งเพื่อยื่นฟ้องนั้น มิให้ถือเป็นสำนวนค้าง

หัวหน้าพนักงานอัยการต้องส่งรายงานสำนวนค้างประจำเดือน ตามแบบ และวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด โดยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดภายในวันทำการที่ห้าของเดือนถัดไป

ข้อ 17 (การเก็บรักษาสำนวน)

ให้พนักงานอัยการเก็บรักษาสำนวนการสอบสวนทุกประเภทที่มีความเห็นและคำสั่งแล้ว เว้นแต่สำนวนไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และ สำนวนชันสูตรพลิกศพที่มีการไต่สวนแล้ว ให้ส่งคืนพนักงานสอบสวนเก็บรักษา แต่ให้เก็บสำเนาหนังสือนำส่งไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ 18 (สำนวนที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า)

สำนวนคดีที่มีลักษณะพิเศษ อันน่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของพนักงานอัยการ เช่น ข้อเท็จจริงในคดีเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือมีลักษณะร้ายแรง กระทบกระเทือนความรู้สึกของประชาชนโดยทั่วไป หรือมีปัญหาข้อกฎหมาย หรือกระบวนพิจารณาสลับซับซ้อนซึ่งมีเงื่อนแง่เป็นพิเศษ เป็นต้น เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ส่งสำนวนดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดทุกเรื่อง

ข้อ 19 (การเก็บและทำลายสำนวน)

สำนวนคดีอาญานอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ 18 ให้จัดการทำลายเสียได้เมื่อพ้นกำหนดดังต่อไปนี้

(1) สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.1 ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง หรือที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง 5 ปี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลได้พิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.3 สำนวนคดีเปรียบเทียบตามสารบบ ส.2 ก สำนวนคดีฟ้องด้วยวาจาตามสารบบ ส.4 สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.5 ที่ไม่รับแก้ต่างหรือรับแก้ต่างแต่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง สำนวนคดีอาญาที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้เก็บรักษาไว้มีกำหนดสอง พ.ศ.

(2) สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.1 ที่จำเลยให้การปฏิเสธ หรือที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง สำนวนคดีอาญาที่รับแก้ต่างตามสารบบ ส.5 และคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ให้เก็บรักษาไว้มีกำหนดสิบเอ็ด พ.ศ.

(3) สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.1 และ ส.2 เฉพาะกรณีสั่งไม่ฟ้อง สำนวนคดีอาญาซึ่งมีเงื่อนไขระงับคดีและพนักงานอัยการให้มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีตามข้อ 54 ให้เก็บรักษาไว้ภายในกำหนดอายุความ

การทำลายสำนวน ให้กระทำโดยการเผาหรือย่อยสลายทำลาย และให้บันทึกหลักฐานในการทำลายไว้ด้วย

ข้อ 20 (การยืมหรือคัดสำเนาสำนวน)

การยืมหรือคัดสำเนาสำนวนการสอบสวนให้ดำเนินการได้ดังต่อไปนี้

(1) สำนวนการสอบสวนคดีที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประสงค์จะขอยืมหรือขอคัดสำเนาสำนวนทั้งหมด หรือบางส่วนไปเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการอนุญาตให้ยืมหรือคัดสำเนาไปได้

(2) สำนวนการสอบสวนคดีที่ยังไม่เสร็จเด็ดขาด หากผู้เกี่ยวข้องประสงค์จะขอยืมหรือขอคัดสำเนาสำนวนทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา หากเห็นว่าไม่เป็นการขัดข้อง หรือเสียหายแก่การดำเนินคดี ให้อนุญาตให้ยืมหรือคัดสำเนาไปได้

(3) สำนวนการสอบสวนที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ หากปรากฏแก่พนักงานสอบสวนว่าได้จับกุมผู้ต้องหาผิดตัว และพนักงานสอบสวนได้ติดต่อขอให้พนักงานอัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือให้ส่งพยานมาให้ซักถาม เมื่อพนักงานสอบสวนได้ขอยืม หรือคัดสำเนาสำนวนไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการดังกล่าว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา ถ้าเห็นว่าไม่เป็นการเสื่อมเสียความยุติธรรม ก็ให้อนุญาตให้ยืม หรือคัดสำเนาไปได้

(4) การติดต่อขอรับสำนวนการสอบสวน ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวน หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องติดต่อโดยตรงกับหัวหน้าพนักงานอัยการ สำหรับส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะติดต่อขอจากอัยการสูงสุดโดยตรงก็ได้

(5) ในกรณีที่สำนวนการสอบสวนอยู่ที่อัยการศาลสูง ให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ยืม หรือคัดสำเนาสำนวนการสอบสวน แล้วแต่กรณี

ข้อ 21 (การตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การในชั้นสอบสวน)

เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายหรือจำเลยย่อมมีสิทธิ ขอตรวจ หรือคัดสำเนาคำให้การของตน หรือเอกสารประกอบคำให้การของตนในชั้นสอบสวนได้ โดยให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต

กรณีที่ผู้เสียหายหรือจำเลยขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารอื่น ๆ ในสำนวนการสอบสวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาตามความเหมาะสม และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและแก่ผู้อื่น โดยให้นำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 14, 15 และมาตรา 17 มาพิจารณาประกอบด้วย

ในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว หากผู้เสียหายหรือจำเลยหรือ ผู้มีส่วนได้เสียขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนการสอบสวนคดีนั้น ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต

ในการพิจารณาคำขอดังกล่าวในวรรคหนึ่งต้องพิจารณาสั่งโดยเร็ว ถ้ามีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ให้พิจารณาสั่งให้เสร็จภายในวันทำการถัดไปนับแต่เหตุจำเป็นนั้นสิ้นสุดลง

คำสั่งไม่อนุญาตจะต้องบันทึกเหตุผลในการสั่งไว้ให้ชัดเจน และต้องแจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผลและสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยเร็ว

เอกสารประกอบคำให้การของผู้เสียหายหรือจำเลยในชั้นสอบสวน หมายถึง

(1) เอกสารที่ผู้เสียหายหรือจำเลยนำมามอบให้

(2) เอกสารที่ผู้เสียหายหรือจำเลยลงลายมือชื่อไว้

(3) เอกสารที่ผู้เสียหายหรือจำเลยกล่าวอ้างหรือให้การพาดพิงถึง ทั้งนี้ การเปิดเผยจะต้องไม่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม

การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ตรวจ หรือคัดสำเนาคำให้การ หรือเอกสารประกอบคำให้การ ให้อุทธรณ์ไปยังอธิบดี โดยจะยื่นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ หรือยื่นโดยตรงต่ออธิบดีก็ได้

ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบส่งคำอุทธรณ์ที่ได้รับนั้นไปยังอธิบดี เพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว ให้อธิบดีดำเนินการตามความในวรรคสอง และวรรคสามโดยอนุโลม

คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด

ข้อ 22 (การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน)

การจัดทำสารบบ บัญชี และรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาเพื่อผลในการตรวจสอบ ติดตาม และเร่งรัดการดำเนินคดี ให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

ให้อธิบดี หรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมาย ตรวจสอบผลการปฏิบัติราชการของพนักงานอัยการในบังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด แล้วรายงานให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบ

การตรวจสอบผลการปฏิบัติราชการตามความในวรรคก่อน ให้กระทำโดยอาศัยแนวทางดังต่อไปนี้

(1) การปฏิบัติต่อสำนวนเป็นไปตามกฎหมาย คำสั่ง และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

(2) การตรวจสำนวน การทำความเห็นและคำสั่ง ได้พิจารณาโดยถี่ถ้วน มีเหตุผลสมควรหรือไม่

(3) การดำเนินคดีในชั้นศาลเป็นไปตามกฎหมาย คำสั่ง และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

(4) การเร่งรัดคดีได้เป็นไปตามสมควรแก่เวลาหรือไม่

(5) การปฏิบัติภายหลังคดีเสร็จสิ้นแล้ว ได้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คำสั่งและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

(6) อื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร

การรายงานดังกล่าวในวรรคสอง ให้จำแนกรายงานเป็นรายสี่เดือน ตุลาคม -มกราคม กุมภาพันธ์ -พฤษภาคม มิถุนายน - กันยายน โดยให้จัดส่งรายงานภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 10 มิถุนายน และ 10 ตุลาคม ตามลำดับ

ข้อ 23 (การรายงานผลการปฏิบัติงาน)

หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานบัญชีแสดงรายละเอียดโดยสรุป เฉพาะคดีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และคดีที่มีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่มีผลไม่ขอริบทุกคดี โดยจัดทำเป็นรายเดือนตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด แล้วรายงานต่ออธิบดี หรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมาย

อธิบดีหรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมาย มีอำนาจเรียกสำนวนคดีหนึ่งคดีใดมาตรวจสอบ และพิจารณาประกอบการรายงานบัญชีแสดงรายละเอียดดังกล่าวในวรรคก่อนได้

 

ข้อ 24 (การขอทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี)

ในคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือ ผู้มีส่วนได้เสียขอทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง สรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการในการสั่งคดี ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต

กรณีที่ผู้เสียหาย หรือจำเลยขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารอื่น ๆ ในสำนวนการสอบสวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา โดยให้นำความในข้อ 21 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการแจ้งตอบผู้ขอเป็นหนังสือ แล้วส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวรายงานอธิบดีเพื่อทราบ

หนังสือแจ้งตอบผู้ขอดังกล่าวในวรรคก่อน ให้แจ้งด้วยว่าผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์หนังสือดังกล่าวได้ และให้นำระเบียบการอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารของหัวหน้าพนักงานอัยการตามข้อ 21 วรรค 7, 8 และ 9 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วนที่ 5

อัยการกับการสอบสวน

ข้อ 25 (พนักงานอัยการกับการสอบสวน)

การให้คำแนะนำปรึกษาในการสืบสวนและสอบสวน การเข้าร่วมในการสอบสวนตามที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอ เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่พนักงานอัยการที่พึงกระทำ ทั้งนี้ เพื่อให้การสอบสวนมีประสิทธิภาพ เป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ข้อ 26 (การให้คำแนะนำปรึกษาและเข้าร่วมสอบสวน)

ในกรณีหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ได้ขอความร่วมมือพนักงานอัยการให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวน หรือขอให้เข้าร่วมในการสอบสวนนั้น พนักงานอัยการพึงให้คำแนะนำปรึกษาหรือเข้าร่วมในการสอบสวน แล้วทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงอัยการสูงสุดเพื่อทราบ

ข้อ 27 (กรณีพนักงานสอบสวนบกพร่องหรือไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง)

ในการดำเนินคดีอาญา ถ้าพนักงานอัยการไม่ได้รับความร่วมมือ หรือพบข้อบกพร่องของพนักงานสอบสวนอันอาจทำให้คดีเสียหายได้ พนักงานอัยการอาจแนะนำพนักงานสอบสวนโดยตรงหรือทำหนังสือชี้แจงข้อบกพร่องและวิธีแก้ไข หรือป้องกัน โดยทำเป็นความเห็นเสนอไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหรือสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อแจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้หัวหน้าพนักงานอัยการแจ้งหัวหน้าพนักงานสอบสวนหรือทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดี เพื่อแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานสอบสวน

 

ส่วนที่ 6

การสอบสวนและการดำเนินคดี

เกี่ยวกับความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย

ข้อ 28 (การร่วมสอบสวนในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย)

กรณีที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย และได้มอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดแล้ว หากอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการในสำนักงานใดร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) หารือร่วมกับพนักงานสอบสวนเพื่อวางแนวทางการสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ปฏิบัติการ

(2) ร่วมสอบสวนพยานหรือผู้ต้องหา และเข้าร่วมในการรวบรวบพยานหลักฐานอื่น ตามที่เห็นสมควร

(3) หากไม่เห็นพ้องด้วยกับการสอบสวนหรือการรวบรวมพยานหลักฐานใด ๆ ของพนักงานสอบสวน ให้รายงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา

(4) พิจารณาให้ความเห็นแก่พนักงานสอบสวนในกรณีที่พนักงานสอบสวนจะต้องใช้มาตรการบังคับกับบุคคลโดยการออกหมายอาญา เช่น หมายค้น หรือหมายจับ ยกเว้นในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนซึ่งพนักงานสอบสวนไม่อาจขอความเห็นจากพนักงานอัยการได้

(5) รายงานผลการสอบสวนให้อัยการสูงสุดทราบเป็นระยะ

ข้อ 29 (การพิจารณาสั่งคดีเกี่ยวกับความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย)

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อการสอบสวนคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยเสร็จสิ้นแล้ว ให้พนักงานอัยการในท้องที่ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาสั่งคดีตามอำนาจหน้าที่ แล้วรายงานให้อัยการสูงสุดทราบ

ข้อ 30 (วิธีปฏิบัติกรณีจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ หรือไม่ฎีกา)

คดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย หากจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ หรือไม่ฎีกา ทุกข้อหา หรือบางข้อหา ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีผู้รับผิดชอบ แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาสั่ง

ข้อ 31 (การรายงานผลคดี)

เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีความผิดตามความในส่วนนี้ ให้พนักงานอัยการส่งสำเนาคำพิพากษาแต่ละชั้นศาล และรายงานให้อัยการสูงสุดทราบโดยเร็ว

 

หมวดที่ 2

การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ส่วนที่ 1

การปล่อยชั่วคราว

ข้อ 32 (หลักการในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล)

การกระทำของรัฐที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐจะกระทำได้ต่อเมื่อกรณีมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น เหตุนี้การคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามปกติจักต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีที่ น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่ด้วย ฉะนั้น หากกรณีคดีมีหลักฐานตามสมควรว่า การกระทำของผู้ต้องหา หรือจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง หรือเป็นที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกรณีคดีมีหลักฐานตามสมควรว่า การกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นความผิดและมีเหตุอื่นที่จำเป็นและสมควรก็จะเป็นกรณีที่ต้องนำเหตุดังกล่าวมาพิจารณาว่า จำเป็นต้องคุมขังผู้ต้องหา หรือจำเลยเพื่อดำเนินคดีต่อไป หรือไม่ด้วยเช่นกัน

ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการที่จะเอาตัวบุคคลนั้นไว้ในอำนาจรัฐ ตามนัยดังกล่าวมาแล้วในวรรคหนึ่ง โดยพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลซึ่งขัดแย้งกัน หากเห็นว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะถูกกระทบเกินความจำเป็นหรือเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไม่มีเหตุอื่นที่จำเป็นและสมควรแล้ว พนักงานอัยการต้องปล่อยตัวบุคคล หรืออนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามคำร้องขอเสมอ

ข้อ 33 (การพิจารณาและสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว)

ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องพิจารณาโดยไม่ชักช้า

หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้สั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยจะต้องบันทึกเหตุผลในการสั่งไว้ให้ชัดเจน ในกรณีสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว พนักงานอัยการต้องแจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ร้องขอปล่อยชั่วคราวทราบโดยเร็ว

ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือความผิดอื่นที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจควบคุมผู้ต้องหา พนักงานอัยการจะสั่งควบคุมผู้ต้องหาไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบวันและเวลานัดเพื่อมาพบพนักงานอัยการตามกำหนด หากไม่ลงลายมือชื่อให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ขึ้นไป พนักงานอัยการพึงตระหนักว่า กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีหลักประกันด้วยเสมอไป

ในการปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน ต้องทำสัญญาประกันตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด ในการกำหนดจำนวนเงินในสัญญาประกัน หรือเรียกหลักประกัน พนักงานอัยการจะกำหนดจำนวนเงินหรือเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้

หลักทรัพย์ตามมาตรา 114 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมายความถึง หลักทรัพย์ทุกชนิด เช่น ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูก พันธบัตร สลากออมสิน ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและผู้จ่ายได้รับรองตลอดไป ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรอง หนังสือรับรองของธนาคารหรือหนังสือรับรองของบริษัทประกันภัยที่รับรองว่าจะชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในสัญญาประกันแทนผู้ประกัน ในกรณีผิดสัญญาประกัน เป็นต้น

การฝาก การจ่าย การถอน หรือคืนเงินสด ซึ่งเป็นหลักประกันให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการนั้น ส่วนหนังสือสำคัญอย่างอื่น เอกสารสิทธิตามกฎหมาย ที่ดิน หรือเอกสารหลักทรัพย์อื่น ให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย หากไม่มีตู้นิรภัยให้เก็บรักษาไว้ในสถานที่เห็นสมควร

ข้อ 34 (การประกันด้วยบุคคลโดยไม่มีหลักประกัน)

การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน ให้พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ร้องจากอาชีพ สถานภาพ ชื่อเสียงทางสังคมหรือคุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้ร้อง

ผู้ต้องหามีสิทธิร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกันได้ด้วย

ข้อ 35 (กรณีหน่วยงานของรัฐขอปล่อยชั่วคราว)

ในกรณีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเนื่องมาจากการปฏิบัติงานตาม

หน้าที่ หากหน่วยงานของรัฐหรือผู้รับมอบอำนาจ ร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวด้วยบุคคล แทนการนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางประกัน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาให้ความร่วมมือ

ข้อ 36 (การใช้หลักประกันเดิมในการปล่อยชั่วคราว)

ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร หากมีการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีการวางเงินสด หรือหลักทรัพย์อื่นเป็นประกันต่อพนักงานสอบสวนและยังไม่ได้รับหลักประกันคืน แล้วต่อมาผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อพนักงานอัยการ โดยขอให้ถือเอาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นหลักประกัน เมื่อเห็นเป็นการสมควร หัวหน้าพนักงานอัยการอาจสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยถือว่าทรัพย์สินนั้นเป็นหลักประกันในชั้นพนักงานอัยการได้ เมื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการจัดการให้ได้หลักประกันดังกล่าวมาโดยเร็ว

ข้อ 37 (การปล่อยชั่วคราวชั้นศาล)

ในกรณีที่ศาลสอบถามพนักงานอัยการว่าจะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ประการใด ให้พนักงานอัยการพิจารณาแถลงตามหลักการในข้อ 32

หากเห็นเป็นการสมควร พนักงานอัยการจะบรรยายในคำฟ้องว่า จะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยหรือไม่ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามหลักการในข้อ 32 ก็ได้

ในกรณีที่เด็ก หรือเยาวชนถูกฟ้องในความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี ให้พนักงานอัยการบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า จะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างการพิจารณาหรือไม่ประการใด ในกรณีที่คัดค้าน ให้ระบุเหตุแห่งการคัดค้านไว้ด้วย ทั้งนี้ ให้คำนึงผลเสียหายแก่รูปคดี การคุ้มครองสิทธิและ

สวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชนที่ถูกฟ้องด้วยเสมอ

ข้อ 38 (การอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว)

การอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวของหัวหน้าพนักงานอัยการ ให้อุทธรณ์ไปยังอธิบดี

การยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จะยื่นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ หรือยื่นโดยตรงต่ออธิบดีก็ได้

ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบส่งคำอุทธรณ์ที่ได้รับไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว และให้นำความในข้อ 33 วรรคหนึ่ง และวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด

ข้อ 39 (การพิจารณาสำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยชั่วคราวครบกำหนด 6 เดือน)

สำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการโดยมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน หากสำนวนคดีดังกล่าวใกล้ครบกำหนด 6 เดือน ให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหาต่อไปตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีมีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอาญาร้ายแรง หรือมีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามนัยมาตรา 66 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 237 เท่านั้น แต่ถ้าพนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหา ก็ให้ขอความเห็นชอบจากอธิบดี

ข้อ 40 (การพิจารณากรณีผิดสัญญาประกัน)

ในกรณีผิดสัญญาประกัน ถ้าเห็นสมควรหัวหน้าพนักงานอัยการจะลด หรืองดค่าปรับก็ได้ แล้วรายงานตามลำดับชั้นถึงอธิบดี

การลดค่าปรับดังกล่าวในวรรคก่อน ควรปรับไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจำนวนตามสัญญาบวกด้วยค่าใช้จ่ายในกรณีที่อาจมีการดำเนินคดี

ส่วนที่ 2

การดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ข้อ 41 (หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ)

อนุสนธิหลักการในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามนัยข้อ 32 พนักงานอัยการมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

เมื่อความปรากฏต่อพนักงานอัยการเอง หรือจากการร้องขอว่าบุคคลใดถูกเอาตัวไว้ในอำนาจรัฐโดยมิชอบหรือโดยผู้นั้นไม่จำต้องยอม พนักงานอัยการต้องรีบดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ข้อ 42 (วิธีปฏิบัติเบื้องต้น)

เมื่อมีกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามข้อ 41 กล่าวคือ เมื่อปรากฏว่าไม่จำเป็นต้องขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ระหว่างสอบสวนตามนัยมาตรา 72 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ บุคคลใดต้องถูกควบคุม ขัง หรือจำคุกโดย ผิดกฎหมาย หรือถูกจำคุกผิดจากคำพิพากษาของศาล หรือบุคคลใดถูกควบคุม หรือขังโดยบุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนหรือได้มีการสอบสวนเรื่องนั้นหรือไม่ ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งจ่ายเรื่องให้พนักงานอัยการคนใดคนหนึ่งดำเนินการโดยไม่ชักช้า และจัดลงสารบบคดีเป็นคดีประเภทคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ข้อ 43 (การตรวจสอบข้อเท็จจริง)

เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาดำเนินการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพต่อไป ให้พนักงานอัยการดำเนินการตรวจสอบโดย

(1) แจ้งให้บุคคลที่เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมาพบพนักงานอัยการแล้วสอบปากคำไว้

(2) ถ้าจำเป็นให้ออกหมายเรียกบุคคลที่เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำต่อพนักงานอัยการ ตามความในมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498

(3) ดำเนินการอื่นใดตามที่เห็นสมควร

การบันทึกคำให้การ หรือบันทึกอื่นใดตามความในข้อนี้ ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 12 และมาตรา 13 โดยอนุโลม

บุคคลผู้ถูกคุมขังหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามหมวดนี้

ข้อ 44 (อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและสั่งสำนวน)

เมื่อพนักงานอัยการได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจนสิ้นกระแสความแล้ว ให้พิจารณาทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการ เพื่อสั่งยื่นคำร้อง หรือสั่งยุติเรื่อง แล้วแต่กรณี

ข้อ 45 (การดำเนินการตามมาตรา 72(2))

เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่า เป็นกรณีจะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 72(2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะไม่มีความจำเป็นต้องขังบุคคลไว้ระหว่างสอบสวน ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยผู้ต้องหาไปทันที

กรณีที่ไม่มีความจำเป็นต้องขังบุคคลไว้ระหว่างสอบสวน เช่น ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะหลบหนี และจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อีกทั้งไม่มีพฤติการณ์ว่าจะก่ออันตรายโดยไปกระทำความผิดซ้ำ

ข้อ 46 (การดำเนินการคุ้มครองบุคคลผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย)

เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่า เป็นกรณีจะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 240 เพราะบุคคลต้องถูกคุมขังโดยผิดกฎหมาย หรือถูกจำคุกผิดจากคำพิพากษา หรือบุคคลถูกคุมขังโดยบุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อย

ข้อ 47 (การสั่งยุติเรื่อง)

ในกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่มีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการตามข้อ 45 หรือข้อ 46 ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งยุติเรื่อง และเสนออธิบดีเพื่อทราบ แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วย

คำสั่งยุติเรื่องของพนักงานอัยการตามวรรคหนึ่ง ไม่ตัดสิทธิที่จะร้องขอต่อผู้บังคับบัญชาของพนักงานอัยการให้ทบทวนคำสั่งนั้น

 

ส่วนที่ 3

การร้องขอความเป็นธรรม

ข้อ 48 (การสั่งคดีกรณีร้องขอความเป็นธรรม)

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควร หรือผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดีร้องขอ พนักงานอัยการอาจสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคดีก็ได้

คดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เมื่ออธิบดีมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น

กรณีดังกล่าวในวรรคก่อน หากเป็นกรณีที่ต้องกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิม ให้นำความในข้อ 6 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

หมวดที่ 3

การตรวจพิจารณาสำนวนและการใช้ดุลพินิจ

ส่วนที่ 1

บททั่วไป

ข้อ 49 (การตรวจพิจารณาสำนวน)

ในการพิจารณาสำนวน พนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญกับสำนวนทุกประเภท ต้องพิจารณาและ สั่งสอบสวนให้เสร็จสิ้นกระแสความ ด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว แล้วจึงมีความเห็นและคำสั่ง

ข้อ 50 (ผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี)

การออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้มีอำนาจดำเนินคดีนั้น

ส่วนการลงนามในคำฟ้อง เป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าพนักงานอัยการ เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน ให้พนักงานอัยการผู้มีอาวุโสถัดลงมามีอำนาจลงนามในคำฟ้อง

ในกรณีที่มีคำสั่งตั้งคณะทำงานเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี ให้หัวหน้าคณะทำงานหรือผู้ที่คณะทำงานมอบหมายเป็นผู้ลงนามในคำฟ้อง

ข้อ 51 (อำนาจหน้าที่ของอัยการชั้น 5 และชั้น 6)

อัยการชั้น 5 และอัยการชั้น 6 ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้มีอำนาจดำเนินคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ และเมื่อสั่งคดีแล้ว

ให้เสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อทราบ กรณีมีคำสั่งฟ้องให้เสนอความเห็นและคำสั่งพร้อมด้วยร่างคำฟ้อง สำหรับกรณีมีคำสั่งให้รับแก้ต่างคดีอาญา หากต้องยื่นคำให้การให้เสนอร่างคำให้การด้วย

การเสนอเพื่อทราบ ให้เสนอก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการมีความเห็น

และคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น

กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจเสนอเพื่อทราบก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ เช่น คดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง หรือเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ให้เสนอเพื่อทราบภายหลังยื่นคำฟ้องหรือคำให้การโดยเร็ว

ข้อ 52 (อำนาจหน้าที่ของอัยการชั้น 1 ถึงชั้น 4)

อัยการชั้น 4 ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ตรวจพิจารณาสำนวนแล้วทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง เว้นแต่คดีนั้นมีอัตราโทษแต่ละฐานความผิดจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสิบปี และหรือมีโทษปรับไม่ถึงสองหมื่นบาท ให้มีอำนาจสั่งคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ แต่ต้องเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อทราบทันที และให้นำความในข้อ 51 วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

อัยการชั้น 2 อัยการชั้น 3 เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ตรวจพิจารณาสำนวนแล้วทำความเห็นเสนอ ผู้กลั่นกรองงาน เพื่อทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง

สำนวนคดีปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา ถ้าเห็นควรสั่งฟ้องให้เสนอร่างคำฟ้องด้วย

สำนวนคดีดังต่อไปนี้ หากมิใช่คดีที่เห็นควรมีคำสั่งไม่ขอริบของกลาง และคดีที่มีความสำคัญตามข้อ 53 ให้ผู้กลั่นกรองงานพิจารณาสั่งคดีไปได้โดยไม่ต้องเสนอความเห็นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ ได้แก่

(1) สำนวนคดีฟ้องด้วยวาจา

(2) สำนวนคดีปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา

(ก) คดีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนและผู้กลั่นกรองงานเห็นควรสั่งฟ้อง

(ข) คดีที่พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบ ในกรณีเห็นว่าการเปรียบเทียบชอบ

(3) สำนวนคดีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด เฉพาะกรณีสั่งให้งดการสอบสวน

กรณีที่จะมอบหมายให้มีผู้กลั่นกรองงานมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป ให้หัวหน้าพนักงานอัยการมอบหมายพนักงานอัยการ โดยคำนึงถึงลำดับอาวุโสและความเหมาะสม แล้วรายงานให้อธิบดีทราบ

ในการสั่งจ่ายสำนวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการระบุชื่อผู้กลั่นกรองงาน ในการสั่งจ่ายสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการด้วย

อัยการชั้น 1 ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งจ่ายสำนวนคดีที่เหมาะสมกับสถานภาพ โดยระบุชื่อพนักงานอัยการผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นผู้ร่วมตรวจสำนวนด้วย ทั้งนี้ เมื่ออัยการชั้น1 ตรวจสำนวนแล้ว ให้ทำความเห็นเสนอ พนักงานอัยการผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่

ข้อ 53 (การพิจารณาคดีสำคัญ)

คดีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพล หรือคดีที่ประชาชนสนใจ หรือคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งให้ทราบเพื่อถือปฏิบัตินั้น ในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา หรือบางข้อหา ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เมื่ออธิบดีมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น

ข้อ 54 (การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ)

ในการพิจารณาสำนวนการสอบสวน ให้พนักงานอัยการพิจารณาเรื่องเงื่อนไขระงับคดีก่อน และพนักงานอัยการพึงระมัดระวังในเรื่องเงื่อนไขระงับคดีตลอดเวลาการดำเนินคดี

เงื่อนไขระงับคดีตามข้อนี้ คือ

(1) ผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

(3) ในคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น

(6) เมื่อคดีขาดอายุความ

(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ

(8) เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัว และมิได้ร้องทุกข์ตามระเบียบ

(9) เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัว และผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้ว ไม่ว่าจะได้ยื่นฟ้องก่อน หรือหลังจากที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวน และไม่ว่าคดีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วนั้นศาลจะพิพากษาแล้วหรือไม่

(10) เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนั้นแล้ว และไม่มีหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้

ในกรณีที่คดีใดมีเงื่อนไขระงับคดี ดังกล่าวในวรรคสอง ให้พนักงานอัยการสั่งคดีว่า ยุติการดำเนินคดีเพราะ.…. (ระบุเงื่อนไขระงับคดี)....” โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

การสั่งยุติการดำเนินคดีดังกล่าวในวรรคสาม ให้พนักงานอัยการผู้มีอำนาจดำเนินคดีเป็นผู้พิจารณาสั่ง แล้วเสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปหนึ่งชั้นทราบโดยเร็ว

เพื่อประโยชน์ในการสั่งคดีตามข้อนี้ พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามได้

เมื่อมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีตามข้อนี้แล้ว ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีแก่พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งให้ ผู้ต้องหา และผู้ร้องทุกข์ ทราบโดยเร็ว

ถ้าความปรากฏภายหลังว่าเหตุในการออกคำสั่งไม่ถูกต้อง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็น แล้วส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปให้อธิบดีเป็นผู้พิจารณาสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้น เว้นแต่อธิบดีเป็นผู้ออกคำสั่ง ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปให้อัยการสูงสุด หรือรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาสั่ง

ข้อ 55 (การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับไปในชั้นศาล)

ถ้าความปรากฏแก่พนักงานอัยการว่า สิทธิฟ้องคดีอาญาได้ระงับตามข้อ 54 ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น หรืออัยการศาลสูงแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลทราบ

ถ้าความปรากฏต่อศาลเองว่า สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ หรือตามที่พนักงานอัยการได้แถลงตามวรรคหนึ่ง และศาลได้สอบถามพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นเป็นผู้แถลงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ

ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี โดยอ้างเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ระงับตามข้อ 54 ถ้าเป็นกรณีตามข้อ 54 (1) (2) (3) และ (4) ให้หัวหน้าพนักงานอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง หรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาสั่งยุติการดำเนินคดี ทั้งนี้ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าเห็นว่ามิใช่กรณีตามข้อ 54 ดังกล่าว ก็ให้อุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

ข้อ 56 (หลักการทั่วไปในการตรวจพิจารณาสำนวน)

พนักงานอัยการต้อง ตรวจความถูกต้อง ของสำนวนการสอบ และ พิจารณาสั่งสำนวนโดยละเอียดรอบคอบ

พนักงานอัยการต้องทำ ความเห็น ในสำนวนการสอบสวน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากการสอบสวน โดยระบุวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

(2) การพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนว่าเป็นพยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาได้หรือไม่ เช่น พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ รวมทั้งคำให้การของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน

(3) แนวทางการดำเนินคดีจากพยานหลักฐาน คำรับสารภาพ และข้อกฎหมายจะทำให้ศาลลงโทษได้หรือไม่

(4) คำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามข้อหาและบทกฎหมายใด การขอเพิ่มโทษ การขอบวกโทษ การนับโทษต่อจากคดีอื่น และคำสั่งเกี่ยวกับของกลางในคดี รวมทั้งจะใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยได้หรือไม่

ในกรณีที่สำนวนการสอบสวนมีทั้งปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ให้ถือว่าเป็นสำนวนปรากฏตัวผู้กระทำความผิด พนักงานอัยการไม่ต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด

ข้อ 57 (การสั่งคดีสำหรับผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้)

ในคดีที่พนักงานอัยการเห็นว่า ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้ตามมาตรา 141 วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ทำความเห็นว่า “ ควรสั่งฟ้อง... ( ระบุชื่อผู้ต้องหา ข้อหา และบทกฎหมาย )….…... แต่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหา ให้แจ้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด จัดการให้ได้ตัวมาภายในอายุความ.……ปี ” และเมื่อได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้พนักงานอัยการสั่งให้มีการแจ้งข้อหาและสอบสวนผู้ต้องหานั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน

กรณีตามวรรคหนึ่ง หากคดีอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการจังหวัด ที่มิได้ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด หรือสำนักงานอัยการคดีศาลแขวง ให้พนักงานอัยการแจ้งนายอำเภอ หรือ ผู้รักษาการแทนนายอำเภอซึ่งสำนักงานอัยการตั้งอยู่ในเขตอำเภอนั้น เป็นผู้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีภายในอายุความ

เมื่อได้สอบสวนผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้พนักงานอัยการมีคำสั่งตามมาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 58 (การทบทวนความเห็นหรือคำสั่ง)

ในคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน กระทำความผิดในคดีเดียวกัน และได้ฟ้องผู้ต้องหาบางคนที่ได้ตัวไว้แล้ว แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ในเหตุลักษณะคดีและคดีเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ให้พนักงานอัยการทบทวนความเห็น หรือคำสั่งสำหรับผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้ หรือที่ยังไม่ได้ยื่นฟ้อง และให้นำความในข้อ 6 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 59 (การสั่งคดีความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน)

กรณีที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนคดีอาญาที่มี ความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน ให้พนักงานอัยการประจำศาลที่มีอำนาจสั่งคดีใน ฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า มีอำนาจสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องทุกข้อหาที่ต่างฐานกันนั้นได้ ในกรณีที่มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา ให้พนักงานอัยการที่มีหน้าที่ดำเนินคดีฟ้องผู้ต้องหาในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่าดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาในฐานความผิดที่มีอัตราโทษต่ำกว่ารวมไปด้วย เป็นคดีเดียวกันโดยไม่ต้องแยกฐานความผิดที่มีอัตราโทษต่ำกว่าไปให้สำนักงานอัยการอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการฟ้องเป็นสำนวนคดีใหม่อีก เว้นแต่พนักงานอัยการที่มีอำนาจสั่งคดีดังกล่าวจะสั่งไม่ฟ้องเฉพาะฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูง และทำให้คดีความผิดฐานอื่นซึ่งเกี่ยวพันกันต้องไปดำเนินคดีที่ศาลอื่นที่มีเขตอำนาจ กรณีเช่นนี้เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงแล้ว ให้ส่งสำนวนคดีสำหรับข้อหาดังกล่าวไปให้พนักงานสอบสวนนำส่งพนักงานอัยการประจำศาลอื่นนั้นเป็นผู้ดำเนินคดีตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22

แต่ถ้าสำนวนการสอบสวนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง เป็นสำนวนประเภทรู้ตัวผู้กระทำความผิด และพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้ปฏิบัติเกี่ยวกับการคืนสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวน ดังนี้

(1) สำนวนการสอบสวนที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานอัยการ หากระยะเวลาการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวตามสัญญาประกันยังไม่สิ้นสุดลง ให้พนักงานอัยการคืนสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหา เพื่อให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดี ณ. สำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีนั้นต่อไป แต่ ถ้าระยะเวลาการปล่อยตัวชั่วคราวตามสัญญาประกันได้สิ้นสุดลงในระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการโอนสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีในข้อหานั้น ๆ เพื่อดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องส่งสำนวนคืนพนักงานสอบสวน

(2) สำนวนการสอบสวนที่ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุม หรือขังของศาล หากผู้ต้องหาได้พ้นจากอำนาจควบคุม หรือขังของศาลในระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการโอนสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีในข้อหานั้น ๆ เพื่อดำเนินการต่อไป โดยไม่ต้องส่งสำนวนการสอบสวนคืนพนักงานสอบสวน แต่ถ้าผู้ต้องหายังอยู่ในอำนาจควบคุมหรือขังของศาล ให้พนักงานอัยการคืนสำนวนการสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีในข้อหานั้น ๆ ต่อไป

เมื่อมี การโอนสำนวนกันภายใน ไปยังสำนักงานอัยการอีกแห่งหนึ่งตาม (1) และ (2) ให้สำนักงานอัยการที่รับโอนสำนวนลงสารบบรับความอาญาปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา (ส.1) เช่นเดียวกับสำนักงานอัยการแห่งแรก โดยให้มีหมายเหตุระบุไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นสำนวนที่รับโอนมาจากสำนักงานใด

หากสำนักงานอัยการใดมีปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับการโอนสำนวนการสอบสวน ให้เสนอเรื่องพร้อมสำนวนให้อธิบดีที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาและประสานงานกัน หากอธิบดีที่เกี่ยวข้องไม่สามารถพิจารณาให้เป็นที่ยุติได้ ให้เสนอเรื่องพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาชี้ขาดต่อไป

ข้อ 60 (การสั่งคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)

เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนที่มี ผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้พิจารณาด้วยว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือไม่ หากเป็นกรณีเกี่ยวพันกัน ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนคืนพนักงานสอบสวน เพื่อส่ง เรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ข้อ 61 (การสั่งคดีที่ฐานความผิดเป็นประเภทเดียวกัน)

ในคดีที่ฐานความผิดเป็นประเภทเดียวกัน เช่น ฐานทำร้ายร่างกายกับฐานทำร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส ฐานลักทรัพย์กับฐานชิงทรัพย์ ถ้าพนักงานอัยการสั่งฟ้องในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่า เช่น สั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานทำร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส หรือสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานชิงทรัพย์ เช่นนี้ พนักงานอัยการ ไม่ต้องสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานทำร้ายร่างกาย หรือ ฐานลักทรัพย์อีก

ข้อ 62 (การแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี)

เมื่อพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้ว เห็นว่าควรจะได้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี หรือบุคคลภายนอกอื่นที่พาดพิงถึง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดี เพื่อพิจารณาสั่ง แล้วแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวนั้น หากพนักงานสอบสวนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ให้ทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดี เพื่อแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานสอบสวน

ข้อ 63 (การดำเนินคดีผิดตัว)

หากปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีการจับกุม สอบสวน หรือฟ้องผู้ต้องหา หรือจำเลยผิดตัว ให้พนักงานอัยการรีบ ดำเนินการเพื่อสั่งไม่ฟ้อง หรือ ถอนฟ้องคดี ที่เกี่ยวกับผู้ต้องหา หรือจำเลยนั้น ๆ โดยไม่ชักช้า

ข้อ 64 (การปฏิบัติในการส่งสำนวนที่มีความเห็นแย้ง)

เพื่อประโยชน์ในการประสานงานราชการ เพื่อรักษาความลับในสำนวน และเพื่อให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสทราบว่าสำนวนได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไร การส่ง สำนวนที่มีความเห็นแย้ง ไปให้อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ และไม่ฎีกาของพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการประจำสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด เป็นผู้จัดทำหนังสือนำส่งสำนวน แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสำนวนของสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้ง ณ ตัวจังหวัด หรือนอกตัวจังหวัด และให้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดเจ้าของเรื่อง เพื่อทราบด้วย

การทำหนังสือในนามผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวในวรรคก่อน กรณีสำนวนของสำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด สำนักงานคดีศาลสูงเขต ที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการประจำสำนักงานนั้น ๆ

การส่งสำนวนที่มีความเห็นแย้งดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้จัดการคัดคำเบิกความชั้นศาล คำพิพากษาของศาลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมส่งไปพร้อมกับสำนวนทุกครั้ง และ ให้แจ้งไปด้วยว่าได้เตรียมคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อยื่นศาลภายในกำหนดไว้แล้ว

ข้อ 65 (การปฏิบัติกรณีมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องบางข้อหา)

ในคดีที่การกระทำของผู้ต้องหา เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องในบางบท และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ พนักงานอัยการพึง รอการฟ้องคดีไว้จนกว่าอัยการสูงสุดจะได้ชี้ขาดคดีนั้น แล้ว เว้นแต่คดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นต้องรีบฟ้องตามความเห็นแย้งไปก่อน ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 66 (อำนาจสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน)

เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และ มีความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง ตามมาตรา 140 มาตรา 141 หรือมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังได้อีก การที่จะสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 และในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อทำความเห็นแย้ง ตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวสอบสวนเพิ่มเติมได้อีกเช่นกัน

 

ส่วนที่ 2

การแจ้งข้อหา

ข้อ 67 (การพิจารณาฐานความผิดและการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม)

การพิจารณาฐานความผิด ย่อมพิจารณาจากการกระทำที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา พนักงานอัยการจะพิจารณาแต่เฉพาะฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบ และ มีความเห็นไว้เท่านั้นไม่ได้ หากการกระทำที่กล่าวหา เป็นความผิดฐานอื่นด้วย ให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดีในความผิดฐานอื่นนั้นด้วย แต่ก่อนสั่งคดีให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการในเรื่องการแจ้งข้อหาให้ครบถ้วนเสียก่อน

ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานอื่น ต่างจากความเห็นของพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการให้มีการแจ้งข้อหาตามนัยวรรคหนึ่งเสียก่อน

ข้อ 68 (การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกรณีฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ)

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานใดฐานหนึ่ง เช่น ลักทรัพย์หรือรับของโจร และในกรณีนั้น พนักงานอัยการเห็นว่าอาจฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษผู้ต้องหาได้ และพนักงานอัยการได้เลือกฟ้องดังกล่าว ให้ดำเนินการให้มีการแจ้งข้อหาตามนัย ข้อ 67 เสียก่อน

 

ส่วนที่ 3

การสั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ข้อ 69 (การสอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีความเห็นหรือคำสั่ง)

ก่อนมีความเห็น หรือคำสั่ง ให้พนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานในคดี ให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดหรือไม่ หากยังไม่แน่ชัดก็ให้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามตามรูปคดี

ในคดีที่แม้จะมีคำรับสารภาพของผู้ต้องหาอยู่แล้วก็ตาม ก็ควรพิจารณาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อน ตามนัยแห่งวรรคหนึ่ง

ข้อ 70 (การสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถาม)

เมื่อผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดีร้องขอต่อพนักงานอัยการ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวนก็ดี หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าพยานให้การโดยไม่สมัครใจ หรือให้การขัดต่อความจริงก็ดี หรือเมื่อมีเหตุอื่นที่เห็นสมควรและพนักงานอัยการเห็นว่าการซักถามพยานจะได้ความชัดแจ้ง และรวดเร็วกว่าสอบสวนเพิ่มเติม ให้พนักงานอัยการ สั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานคนใดมาให้ซักถามก็ได้

ในการซักถามพยาน พนักงานอัยการ จะต้องกระทำร่วมกับหัวหน้าพนักงานอัยการ หรือพนักงานอัยการที่มีอาวุโสถัดจากหัวหน้าพนักงานอัยการลงมา ตามลำดับ และ ในกรณีที่พนักงานสอบสวนประสงค์จะขอฟังการซักถามด้วยก็ให้เปิดโอกาสให้ฟังได้ ทั้งนี้ ให้พนักงานอัยการผู้ซักถาม บันทึกถ้อยคำของพยานที่ซักถามตามแบบ และวิธีการที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 9 และมาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยอนุโลม

 

ข้อ 71 (คดีวิธีการเพื่อความปลอดภัย)

ผู้ต้องหาในคดีใด อยู่ในข่ายเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยที่ต้องฟ้องขอให้กักกัน หรืออยู่ในข่ายที่อาจขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย หรือให้ได้ความว่าเป็นกรณีที่อาจขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่นได้ แล้วพิจารณาสั่งไปตามรูปคดี

การดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้นำความในหมวดที่ 6 ของระเบียบนี้มาใช้บังคับ

 

ส่วนที่ 4

การดำเนินคดีและแจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลาง

ข้อ 72 (การเขียนความเห็นและคำสั่ง)

กรณีที่มีทรัพย์สินของกลางในคดี การเขียนความเห็นและคำสั่งทุกคดีที่มีทรัพย์สินของกลาง ให้พนักงานอัยการมีความเห็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยเขียนความเห็นให้ชัดเจนว่า ขอริบทรัพย์สินของกลางใด หรือไม่ขอริบทรัพย์สินของกลางใด เพราะเหตุใด หรือไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ด้วยเหตุใด พร้อมด้วยเหตุผลตามพยานหลักฐานในสำนวน และตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ

คดีประเภทไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ไม่ต้องมีความเห็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของกลาง

ในการสั่ง คดีความผิดที่เปรียบเทียบได้ และ มีทรัพย์สินของกลางที่ต้องริบตามกฎหมาย นั้น พนักงานอัยการต้องแนะนำพนักงานสอบสวนให้สอบถามผู้ต้องหาว่า ยินยอมยกของกลาง ให้เป็นของรัฐ หรือไม่ ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอม ให้ถือว่าการเปรียบเทียบไม่ชอบ และให้สั่งพนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาฟ้อง

สำนวนคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน แต่ยื่นฟ้องผู้ต้องหาบางคนไปก่อน และศาลได้พิพากษาริบทรัพย์สินของกลาง และคดีถึงที่สุดแล้ว หากยื่นฟ้องผู้ต้องหาอื่นในภายหลัง ให้เขียนความเห็นเกี่ยวกับของกลางที่ศาลได้พิพากษาให้ริบดังกล่าวไว้ในสำนวนคดีหลังด้วย แต่ไม่ต้องขอให้ศาลพิพากษาริบของกลางนั้นอีก

ความเห็นและคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางในคดีสำคัญ หรือคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และแนวทางในการดำเนินคดีซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งให้ทราบเพื่อถือปฏิบัติด้วย

ข้อ 73 (การบรรยายฟ้อง)

การบรรยายฟ้องคดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง ต้องละเอียดชัดแจ้งครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้อ้างบทมาตราตามกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องริบทรัพย์สินของกลางให้ถูกต้องครบถ้วน อีกทั้งต้องมีคำขอให้ศาลพิพากษาริบของกลางไว้ด้วย ทั้งนี้ ให้สอดคล้องตรงกับความเห็นในสำนวน

ข้อ 74 (การสืบพยาน)

คดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง หากจำเลยให้การปฏิเสธ ให้อ้าง และ นำพยานเข้าสืบต่อศาล ให้ได้ความครบถ้วนตามฟ้อง

ข้อ 75 (การคัดค้านขอคืนทรัพย์สินของกลาง)

กรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบ ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ให้ยื่นคำร้องคัดค้าน ยื่นบัญชีพยานโดยระบุ พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และสำนวนคดีอาญาของศาลที่พิพากษาให้ริบของกลางไว้เป็นพยาน ให้ถามค้านพยานของผู้ร้อง และนำสืบหักล้างคำร้อง และข้อนำสืบของผู้ร้อง

ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้ร้อง ถ้าเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามหลักฐานคดี ก็ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดด้วย

ข้อ 76 (การอุทธรณ์ฎีกา)

ในคดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง หากศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ริบของกลาง ถ้ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาว่าให้ริบของกลาง ก็ให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ข้อ 77 (การแจ้งให้ปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง)

กรณีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคน หรือกรณีมีความเห็นไม่ขอริบทรัพย์สินของกลางใด เนื่องจากของกลางนั้นริบไม่ได้ตามกฎหมาย หรือไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องยึดของกลางนั้นไว้วินิจฉัยในคดีอีก ให้แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามแบบพิมพ์ อ.ก.46 เพียงว่า ของกลางให้จัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 เท่านั้น โดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

กรณีเสร็จคดีชั้นศาล ให้แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว โดยให้แจ้งตามแบบพิมพ์ อ.ก.46 เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี

 

ส่วนที่ 5

การใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้อง

ข้อ 78 (หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง)

ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า การฟ้องคดีใดจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือ จะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงแห่งชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยัง อัยการสูงสุดเพื่อสั่ง

ข้อ 79 (การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน)

ในกรณีที่พนักงานสอบสวน กันผู้ต้องหา ซึ่งได้ร่วมกระทำผิดด้วยกันคนใดคนหนึ่งเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการพิจารณาโดยรอบคอบ โดยคำนึงถึงว่า ถ้าไม่กันผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่งเป็นพยานแล้ว พยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอแก่การที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดหรือไม่ และอาจแสวงหาพยานหลักฐานอื่นแทนเพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดนั้นได้หรือไม่ ถ้อยคำของบุคคลนั้นรับฟังเป็นความสัตย์ได้เพียงใด รวมทั้งความคาดหมายในการที่ผู้นั้นจะเบิกความเป็นประโยชน์ในการพิจารณา หรือไม่ด้วย และพึงพิจารณากันผู้กระทำความผิดน้อยที่สุดเป็นพยาน

เมื่อพนักงานอัยการได้วินิจฉัยตามนัยแห่งวรรคหนึ่งแล้ว และพนักงานอัยการเห็นควรกันผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่งเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการออกคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น และเมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวแล้ว ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนถ้อยคำผู้ที่กันไว้เป็นพยานนั้น เป็นพยานประกอบสำนวนต่อไป

การดำเนินคดีกับบุคคลที่ได้กันไว้เป็นพยาน ในคดีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 149 , 167 และ 201 ถ้าปรากฏว่าบุคคลใดเต็มใจให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวน หรือเคยถูกอ้างเป็นพยานพนักงานอัยการโจทก์ และได้เบิกความยืนยันการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานผู้รับสินบน จนศาลพิพากษาลงโทษเจ้าพนักงานผู้นั้น และคดีถึงที่สุดแล้ว ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อสั่ง

ข้อ 80 (การสอบสวนผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้องเป็นพยาน)

ถ้าพนักงานอัยการเห็นสมควรให้สอบสวนผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้องบางคนเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการสั่งพนักงานสอบสวน สอบสวนผู้นั้นภายหลังจากมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว

ข้อ 81 (วิธีปฏิบัติเมื่อมีคำสั่งไม่ฟ้อง)

ในกรณีที่พนักงานอัยการมี คำสั่งไม่ฟ้อง ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่ง เสนอ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ตามความในมาตรา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

สำนวนที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งต้องเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามความใน มาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่นนั้น หมายความตลอดถึงสำนวนที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนส่งมาตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 และมาตรา 142 นั้นด้วย แต่ไม่หมายถึง สำนวนที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบ หรือพนักงานอัยการได้สั่งให้เปรียบเทียบตามมาตรา 142 วรรคท้าย และมาตรา 144 หรือ สำนวนไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดตาม มาตรา 140 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 82 (การปล่อยผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้อง)

ถ้าผู้ต้องหาถูกควบคุม หรือขังอยู่ เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ให้พนักงานอัยการสั่งปล่อย หรือขอให้ศาลสั่งปล่อยผู้ต้องหาไป แล้วแต่กรณี

ข้อ 83 (กรณีผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้)

ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้ เพราะป่วยหนัก หรือวิกลจริต หรือเหตุอื่นอันคล้ายคลึงกัน หากพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหานั้น ให้พนักงานอัยการ รอการยื่นฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาลไว้ก่อน จนกว่าเหตุนั้น ๆ จะได้หมดไป แล้วจึงให้ยื่นฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาล

 

 

ข้อ 84 (การแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี)

คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีที่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหา และผู้ร้องทุกข์ทราบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 146 หมายถึงคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีทั้งเรื่องสำหรับผู้ต้องหาแต่ละคน ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแก่พนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งให้ผู้ต้องหา และผู้ร้องทุกข์ทราบ โดยเร็ว

กรณีผู้ต้องหาที่ยังจับตัวไม่ได้ หากมีความเห็นควรสั่งฟ้องบางข้อหา และมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบางข้อหา การแจ้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ให้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบด้วยว่า พนักงานอัยการได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องข้อหาใด และมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหาใด และให้พนักงานอัยการระบุอายุความในข้อหาที่เป็นกระทง หรือบทหนักที่สุดที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาแต่ละคนไว้ให้ชัดเจนด้วย

 

ส่วนที่ 6

คดีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด

ข้อ 85 (การสั่งงดการสอบสวน)

การที่พนักงานอัยการจะสั่ง งดการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 ให้กระทำต่อเมื่อเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้สืบสวนสอบสวน อย่างเต็มที่โดยละเอียดรอบคอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถรู้ตัวผู้กระทำผิดได้ เท่านั้น

กรณีที่พนักงานอัยการ เห็นชอบให้งดการสอบสวน ก็ให้สั่ง “ ให้งดการสอบสวน ”

กรณีที่พนักงานอัยการ เห็นควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปก็ให้สั่ง ให้ทำการสอบสวนต่อไป โดยให้แจ้งเหตุผล และกำหนดประเด็นที่จะให้สอบสวนต่อไป ไว้ด้วย

เมื่อพนักงานอัยการได้มีคำสั่งตามวรรคสองหรือวรรคสามแล้ว ให้สั่งคืนสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานสอบสวน

 

ส่วนที่ 7

คดีเปรียบเทียบ

ข้อ 86 (หลักการปฏิบัติในคดีเปรียบเทียบ)

เมื่อได้รับสำนวนคดีเปรียบเทียบ ให้พนักงานอัยการตรวจพิจารณา และสั่งคดีให้เสร็จก่อนกำหนด หนึ่งเดือน

ถ้าการเปรียบเทียบชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่ต้องแจ้งผลไปยังพนักงานสอบสวน และให้เป็นที่เข้าใจว่าถ้าพนักงานอัยการมิได้สั่งอย่างไรไปยังพนักงานสอบสวนภายในกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว การเปรียบเทียบนั้นชอบ

ถ้าการเปรียบเทียบไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคดีเกินอำนาจที่พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอื่นจะเปรียบเทียบต้องส่งตัวมาฟ้องก็ดี หรือผู้ต้องหาไม่มีความผิดสั่งไม่ฟ้องก็ดี หรือการเปรียบเทียบไม่ถูกต้องชอบธรรมด้วยประการใด ๆ ก็ดี ให้พนักงานอัยการแจ้งไปยังพนักงานสอบสวนภายในกำหนด หนึ่งเดือน

ถ้าการสั่งคดีจะต้องล่าช้ากว่าที่กำหนดโดยเหตุอื่นใด ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่อาจทราบได้ ให้พนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบภายในกำหนดหนึ่งเดือน และเมื่อสั่งคดีถึงที่สุดประการใด ก็ให้แจ้งไปยังพนักงานสอบสวนเป็นราย ๆ ไปภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่พนักงานสอบสวนจะได้ทราบทางอื่นแล้ว

กำหนดเวลาหนึ่งเดือนดังกล่าวในสี่วรรคก่อนนั้น ในกรณีที่ไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้นับตั้งแต่วันรับสำนวน ในกรณีที่สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้นับตั้งแต่วันรับบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติม หรือรับหนังสือครั้งสุดท้ายจากพนักงานสอบสวน

ข้อ 87 (การสั่งคดีเปรียบเทียบ)

เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่า การเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวนนั้นถูกต้องแล้ว ก็ให้สั่งว่า

“การเปรียบเทียบชอบแล้ว ”

ถ้าพนักงานอัยการ เห็นว่า การเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวนไม่ถูกต้อง ให้พนักงานอัยการสั่งพนักงานสอบสวนดำเนินการเสียให้ถูกต้อง หรือถ้าเห็นว่าเป็นการเปรียบเท

copyright © สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฏหมาย สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่